ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลื่อนการบังคับใช้ภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดา 50% ออกไป 3 วัน หลังสหรัฐฯ และแคนาดาเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าในช่วงโค้งสุดท้าย โดยนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าครั้งสำคัญ แม้ยังมีประเด็นที่ต้องเจรจาอีกมาก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่า ได้เลื่อนการบังคับใช้ภาษีนำเข้า 50% กับสินค้าจากแคนาดาหลายรายการออกไปเป็นเวลา 3 วัน จากเดิมที่กำหนดจะมีผลในเช้าวันพุธ โดยให้เหตุผลว่า สหรัฐฯ และแคนาดาใกล้บรรลุข้อตกลงการค้า และอยู่ระหว่างการจัดทำเอกสารขั้นสุดท้าย
ทรัมป์ระบุผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า สหรัฐฯ ตกลงเลื่อนการจัดเก็บภาษี 50% สำหรับสินค้าจากแคนาดาออกไปจนถึงสิ้นวันที่ 21 สิงหาคม ขณะที่นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา ยืนยันว่า การเจรจามีความคืบหน้าอย่างมาก แต่ยังมีงานสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อ
ภาษีดังกล่าวครอบคลุมสินค้าของแคนาดามูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์แคนาดา ตั้งแต่ไม้ฮอกกี้ ที่กดลิ้น เสื้อผ้า ไวน์ ผลิตภัณฑ์นม ปูนซีเมนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์กีฬา และจะเป็นการเพิ่มขึ้นจากมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ ใช้อยู่แล้วกับเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และไม้แปรรูปจากแคนาดา
การเลื่อนมาตรการเกิดขึ้นหลังทรัมป์และคาร์นีย์พูดคุยทางโทรศัพท์ 2 ครั้งในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ขณะที่ทีมเจรจาการค้าของทั้งสองประเทศเดินหน้าเจรจาอย่างเข้มข้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม โดยประเด็นสำคัญรวมถึงภาษีรถยนต์ของสหรัฐฯ และมาตรการของหลายรัฐในแคนาดาที่ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ
รายงานระบุว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณาลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากแคนาดาจาก 25% เหลือ 15% แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ว่า รถยนต์ประเภทใดจะได้รับสิทธิ์ลดภาษี โดยสหรัฐฯ ต้องการให้จำกัดเฉพาะรถยนต์ที่มีชิ้นส่วนผลิตในอเมริกาในสัดส่วนสูง
ด้านแคนาดาต้องการให้สหรัฐฯ ยกเลิกหรือลดภาษีในภาคส่วนสำคัญ ขณะที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้แคนาดายกเลิกภาษีตอบโต้รถยนต์อเมริกัน ปรับโควตานำเข้าผลิตภัณฑ์นมเพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตชีสของสหรัฐฯ และยกเลิกข้อห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ ที่หลายจังหวัดของแคนาดาประกาศใช้เพื่อตอบโต้ภาษีของทรัมป์
ทรัมป์ยังระบุด้วยว่า ข้อตกลงการค้าใหม่อาจเปิดทางให้มีการรื้อฟื้นโครงการท่อส่งน้ำมัน Keystone XL ซึ่งจะเชื่อมรัฐอัลเบอร์ตาของแคนาดากับสหรัฐฯ และสามารถขนส่งน้ำมันได้ประมาณ 830,000 บาร์เรลต่อวัน โครงการดังกล่าวถูกคัดค้านจากกลุ่มสิ่งแวดล้อมและชนพื้นเมือง และถูกยกเลิกในสมัยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา ก่อนรัฐบาลโจ ไบเดนยืนยันการยกเลิกอีกครั้ง
ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว โดยทรัมป์ผลักดันนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบการค้าเสรีระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมายาวนาน
แคนาดาพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ อย่างมาก โดยสินค้าส่งออกของแคนาดาเกือบ 72% ในปีที่ผ่านมาเดินทางไปยังสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ ก็มีความเสี่ยงจากการขึ้นภาษีครั้งใหม่ เนื่องจากผู้นำเข้าสหรัฐฯ เป็นผู้ชำระภาษีและอาจผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น
หอการค้าสหรัฐฯ เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายเร่งบรรลุข้อตกลง โดยเตือนว่า ภาษีที่สูงขึ้นจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ เพิ่มค่าครองชีพให้ครัวเรือนอเมริกัน กระทบห่วงโซ่อุปทาน และเสี่ยงต่อการจ้างงานชาวอเมริกันราว 13 ล้านตำแหน่งที่พึ่งพาการค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา หรือ USMCA
ทั้งนี้ ทรัมป์อาศัยมาตรา 338 ของกฎหมายภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ปี 1930 เป็นฐานทางกฎหมายในการขู่เรียกเก็บภาษีจากสินค้าบางรายการของแคนาดาสูงถึง 50% ซึ่งเป็นมาตราที่ไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อน และให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีสินค้าจากประเทศที่ถูกกล่าวหาว่าเลือกปฏิบัติต่อธุรกิจของสหรัฐฯ ได้สูงสุด 50% โดยไม่จำเป็นต้องมีการสอบสวนก่อน
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ และแคนาดากำลังอยู่ระหว่างการทบทวนข้อตกลง USMCA ซึ่งเป็นกรอบการค้าหลักของอเมริกาเหนือ การขู่ใช้มาตรา 338 จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลทรัมป์ในการกดดันแคนาดาให้ยอมรับเงื่อนไขเพิ่มเติมในการเจรจา
การเลื่อนภาษีครั้งล่าสุดจึงช่วยเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาอีก 3 วันในการเร่งหาข้อยุติ ก่อนที่มาตรการภาษี 50% จะถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ขณะที่ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศต่างจับตาการเจรจาอย่างใกล้ชิด เพราะเกรงว่าความขัดแย้งทางการค้าจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า ห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศโดยรวม.