สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ลดเวลาซ้อมรบร่วมประจำปี จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 27 เป็นวันที่ 21 สิงหาคม หลังทรัมป์สั่งลดขนาดการซ้อม และคุยโวอ้างถึงความสัมพันธ์อันดีของเขากับ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ
กองทัพเกาหลีใต้เปิดเผยเมื่อวันพุธที่ 19 สิงหาคมว่า การซ้อมรบร่วมประจำปีระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ หรือ Ulchi Freedom Shield (UFS) จะสิ้นสุดเร็วกว่ากำหนดเกือบ 1 สัปดาห์ โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-21 สิงหาคม จากเดิมที่วางแผนไว้จนถึงวันที่ 27 สิงหาคม
การปรับลดระยะเวลาการซ้อมรบมีขึ้นหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งให้กระทรวงกลาโหมลดขนาดการฝึกซ้อมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพียงหนึ่งวันก่อนการฝึกเริ่มขึ้น
ทรัมป์ยังให้เหตุผลว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ คิม จองอึน และมองว่าการซ้อมรบซึ่งมีเป้าหมายเตรียมความพร้อมรับมือการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นจากเกาหลีเหนือ เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นมิตรต่อประเทศที่แสดงความเคารพต่อเขา
ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวชื่นชมคิม จองอึน พร้อมวิจารณ์เกาหลีใต้ว่าไม่ได้ให้การสนับสนุนเขามากพอในสงครามกับอิหร่าน
ด้านเกาหลีเหนือออกมาวิพากษ์วิจารณ์การซ้อมรบในวันเดียวกัน โดยสื่อของรัฐบาลระบุว่า การฝึกซ้อมครั้งนี้ถือเป็น ภัยคุกคามที่เร่งด่วนและเปิดเผยที่สุดต่อเกาหลีเหนือ แม้ไม่ได้กล่าวถึงคำสั่งของทรัมป์ที่ให้ลดขนาดการซ้อมรบ หรือความต้องการกลับมาเจรจากับคิม จองอึนของผู้นำสหรัฐฯ
สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA ยังเผยแพร่บทความโจมตีการฝึกซ้อม โดยย้ำจุดยืนเดิมของเกาหลีเหนือว่า การซ้อมรบของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เป็นเสมือนการซ้อมเพื่อเตรียมบุกเกาหลีเหนือ และเป็นภัยต่อความมั่นคงในภูมิภาค
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า คิม จองอึน ได้ตอบรับความพยายามของเขาในการเปิดช่องทางติดต่อ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าทั้งสองฝ่ายมีการสื่อสารกันในประเด็นใด
สำหรับการซ้อมรบ UFS ถือเป็นการฝึกร่วมทางทหารครั้งสำคัญของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ โดยเกาหลีเหนือคัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง และมองว่าเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการรุกราน ขณะที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ยืนยันว่าการฝึกซ้อมมีเป้าหมายเพื่อเสริมความพร้อมในการป้องกันประเทศ
ปัจจุบันสหรัฐฯ มีกำลังทหารประจำการในเกาหลีใต้ประมาณ 28,500 นาย เพื่อสนับสนุนการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากสงครามเกาหลีระหว่างปี 1950-1953 ที่สิ้นสุดลงด้วยข้อตกลงสงบศึก แต่ทั้งสองเกาหลียังไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ.
ที่มา : channelnewsasia
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ