ทางการจีนจัดพิธีฌาปนกิจอดีตนายกรัฐมนตรี "จู หรงจี" ในกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการ โดยมีการลดธงครึ่งเสาและเพิ่มการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ขณะที่โลกออนไลน์กลับถูกเซ็นเซอร์การไว้อาลัยอย่างหนัก หลังเกิดกระแสถวิลหาอดีตยุคเศรษฐกิจรุ่งเรืองและความมีเสรีภาพ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสะท้อนการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารของรัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง

สถานที่ราชการหลายแห่งทั่วประเทศจีนได้ลดธงลงครึ่งเสาเพื่อเป็นการไว้อาลัยต่อการจากไปของ นายจู หรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นกำลังสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน ซึ่งเสียชีวิตลงด้วยโรคชราในวัย 97 ปี โดยพิธีฌาปนกิจจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายในกรุงปักกิ่ง และไม่มีการถ่ายทอดสดภาพพิธีการผ่านสื่อกระแสหลัก ท่ามกลางการตรึงกำลังของรถตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั่วใจกลางเมืองหลวง

สื่อรัฐบาลจีนได้ยกย่องนายจู หรงจี ว่าเป็น "สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่โดดเด่น" และเป็น "นักสู้คอมมิวนิสต์ที่ซื่อสัตย์และผ่านการพิสูจน์ตามกาลเวลา" โดยนายจู ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 1998 ถึง 2003 และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทั้งการเปิดรับระบบตลาด การนำจีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2001 ตลอดจนการฝ่าวิกฤตการเงินเอเชียในช่วงปลายยุค 1990

แม้มวลชนจะร่วมไว้อาลัย แต่การเซ็นเซอร์ในโลกออนไลน์ของจีนกลับทำงานอย่างหนัก โดยมีการลบโพสต์และบทความที่พูดถึงอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ เช่น บทความของ จ้าว เจียน นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ที่บรรยายถึงยุคของจู หรงจี ว่าเป็นช่วงเวลาที่แม้คนจะยังยากจนแต่ก็มองเห็นอนาคตที่ชัดเจน ไม่มีความกังวลจากโลกโซเชียล และสามารถพูดในสิ่งที่คิดได้จริงๆ ซึ่งบทความดังกล่าวถูกลบออกจากแพลตฟอร์ม WeChat เพียงหนึ่งวันหลังเผยแพร่

พรรคคอมมิวนิสต์จีนหวาดเกรงกระแสการแสดงความเสียใจต่อการจากไปของผู้นำระดับสูงมาโดยตลอด เนื่องจากในอดีต การถึงแก่อสัญกรรมของอดีตนายกรัฐมนตรี โจว เอินไหล ในปี 1976 และอดีตเลขาธิการพรรค หู เหยาปัง ในปี 1989 ได้กลายเป็นจุดชนวนความหวังและการประท้วงใหญ่ระดับประเทศ

การถึงแก่อสัญกรรมของ นายจู หรงจี เกิดขึ้นตามหลังการถึงแก่อสัญกรรมของอดีตประธานาธิบดี เจียง เจ๋อหมิน ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2022 ทำให้เกิดกระแสถวิลหาอดีตในกลุ่มชาวจีนจำนวนมากที่โหยหายุคสมัยแห่งการเปิดกว้าง การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด และสไตล์การบริหารงานที่ตรงไปตรงมา ตรงข้ามกับสไตล์การเมืองที่เคร่งครัดและวางบทบาทอย่างระมัดระวังในปัจจุบัน

นายจู หรงจี เป็นที่จดจำจากบุคลิกที่พูดจาตรงไปตรงมา ไม่เกรงกลัวใคร และมีอารมณ์ขันแบบนุ่มลึก โดยครั้งหนึ่งเขาเคยเรียกนายธนาคารที่ทุจริตว่า "พวกสมองขี้เลื่อย" และเคยกล่าวเปรียบเทียบเขื่อนกั้นน้ำในแม่น้ำแยงซีว่า "บอบบางเหมือนกากเต้าหู้" นอกจากนี้ยังมีคลิปและภาพถ่ายของเขากับ เจียง เจ๋อหมิน ที่พูดคุยกันอย่างเปิดเผยถูกส่งต่อในโซเชียลมีเดีย พร้อมคำสรรเสริญว่า "พวกเขากล้าพูดความจริง รับผิดชอบหน้าที่ และทำเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่"

การจากไปของสองผู้นำยุคปฏิรูปเป็นการปิดฉากยุคแห่งการส่งเสริมภาคเอกชนและการสร้างความมั่งคั่งอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งแตกต่างจากแนวทางของ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่เน้นการควบคุมจากศูนย์กลาง เสริมความแข็งแกร่งของภาครัฐ และมุ่งเน้นพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี

ในพิธีรำลึกครบรอบชาตกาลของ เจียง เจ๋อหมิน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (17 ส.ค.) ประธานาธิบดีสี ได้กล่าวสุนทรพจน์เตือนให้พรรคคอมมิวนิสต์ "ตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับพายุลูกใหญ่" พร้อมทั้งพยายามผนวกประวัติศาสตร์ของผู้นำรุ่นก่อนให้เป็นเนื้อเดียวกับแนวทางบริหารของเขาในปัจจุบัน

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ประชาชนกำลังเปรียบเทียบยุคสมัยเนื่องจากปัจจุบันจีนกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา และอัตราการว่างงานของวัยรุ่นที่สูงขึ้น ทำให้ความมั่นคงในชีวิตที่เคยเชื่อว่า "หากขยันทำงานแล้วชีวิตจะดีขึ้น" ได้สูญหายไป นำมาซึ่งความรู้สึกอ้างว้างของคนรุ่นปัจจุบันแม้จะห้อมล้อมไปด้วยตึกสูงและวัตถุที่ทันสมัยก็ตาม.


ที่มา BBC