โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ทิ้งระเบิดใส่โอมาน หากมาขวางทางการทำข้อตกลงเรื่องช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนน

เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาขู่ว่าจะทิ้งระเบิดใส่ประเทศโอมานหากโอมาน “เข้ามากีดขวาง” ข้อตกลงของสหรัฐฯ กับอิหร่านเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมทั้งเรียกร้องให้อิหร่านยอมจำนน หลังจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อมานานหลายเดือน

“ถ้าโอมานเข้ามากีดขวาง เราจะทิ้งระเบิดถล่มพวกเขาให้เละ” ทรัมป์บอกกับ เทรย์ ยิงสต์ นักข่าวจากสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ โดยอ้างถึงการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างโอมานและอิหร่านเกี่ยวกับการควบคุมช่องแคบดังกล่าว ในขณะที่วอชิงตันเองก็กำลังดำเนินการเจรจาในส่วนของตนเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ของอิหร่านและโอมานได้หารือกันเกี่ยวกับเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซมานานหลายสัปดาห์แล้ว และกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านก็ระบุเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังจัดทำปฏิญญาร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยืนยันหลายต่อหลายครั้งว่า ช่องแคบฮอร์มุซอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ แม้ว่าในทางปฏิบัติ การจราจรทางเรือจะยังคงถูกขัดขวางและชะลอตัวอย่างมากก็ตาม

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (14 ส.ค.) ทรัมป์ถึงขั้นอ้างว่าเขาจะประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนสหรัฐฯ ในขณะที่อิหร่านตอบโต้ว่า เส้นทางขนส่งพลังงานสายสำคัญแห่งนี้ “จะยังคงเป็นของอิหร่านต่อไป”

ทั้งนี้ ก่อนที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน จะปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. ช่องแคบฮอร์มุซถูกนับว่าเป็นเส้นทางน้ำสากลที่เปิดกว้าง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 5 ของโลก รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ

อิหร่านได้ใช้การเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อคานอำนาจความพยายามของฝ่ายสหรัฐฯ ที่จะทำลายกองทัพของอิหร่าน และบีบบังคับให้ละทิ้งโครงการพลังงานนิวเคลียร์ที่เป็นประเด็นขัดแย้งมานานหลายปี

นอกจากข่มขู่โอมานแล้ว นายทรัมป์ยังกล่าวว่า อิหร่านควรจะ “ชูธงขาวเพื่อยอมจำนน” ด้วย

ทรัมป์ยืนยันว่าเขาไม่ได้รีบร้อนที่จะบรรลุข้อตกลง แม้ว่าสงครามครั้งนี้จะไม่เป็นที่นิยมอย่างยิ่งในหมู่ชาวอเมริกัน ในขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งสำคัญกำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งพรรคเดโมแครตกำลังพยายามที่จะแย่งชิงการควบคุมรัฐสภาคืนจากพรรครีพับลิกันของทรัมป์


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : cna