เจ้าหน้าที่ระดมกำลังดับไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของเบลเยียม หลังไฟลุกลามอย่างรวดเร็วในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติไฮเฟนส์ ทางตะวันออกของประเทศ เผาผลาญพื้นที่กว่า 16,800 ไร่ และเข้าใกล้ชุมชนจนต้องสั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน ขณะที่หลายประเทศในยุโรประดมเครื่องบินทิ้งน้ำและเฮลิคอปเตอร์เข้าช่วยเหลือ
เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเบลเยียมระดมกำลังต่อสู้กับไฟป่าครั้งใหญ่ที่กำลังลุกลามในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติไฮเฟนส์ ทางตะวันออกของประเทศ ใกล้ชายแดนเยอรมนี โดยทางการระบุว่าเป็นหนึ่งในไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของเบลเยียม
ไฟเริ่มปะทุขึ้นตั้งแต่วันศุกร์ (14 ส.ค.) และลุกลามอย่างรวดเร็วท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดและแห้งแล้ง จนถึงช่วงค่ำวันเสาร์ ไฟได้เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 2,700 เฮกตาร์ หรือประมาณ 16,875 ไร่ เพิ่มขึ้นอย่างมากจากราว 80 เฮกตาร์ในวันแรก
พื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเขตอนุรักษ์ธรรมชาติไฮเฟนส์ ซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดของเบลเยียม ประกอบด้วยป่าต้นสน ทุ่งหญ้า พื้นที่พรุ และพื้นที่ชุ่มน้ำ ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงจุดเกิดไฟได้ยาก และไม่สามารถใช้วิธีดับไฟภาคพื้นดินตามปกติได้ในหลายจุด
นิโกลาส์ แยร์โนซ์ โฆษกหน่วยงานท้องถิ่นของแคว้นวัลโลเนียระบุว่า สถานการณ์ยังไม่อยู่ภายใต้การควบคุม และมีความเสี่ยงที่เปลวไฟจะลุกลามไปถึงบ้านเรือน แต่เจ้าหน้าที่กำลังระดมทรัพยากรทั้งหมดที่มีเพื่อป้องกันชุมชน
ทางการสั่งอพยพประชาชนประมาณ 600-650 คนออกจากบางพื้นที่ของหมู่บ้านซูร์บรอดต์และบึตเกนบาค เพื่อความปลอดภัย และเปิดโรงยิมในเมืองมัลเมดีเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว ขณะที่ประชาชนในพื้นที่อื่นได้รับคำแนะนำให้อยู่ภายในอาคารและปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด
ผู้เห็นเหตุการณ์ในพื้นที่เล่าว่า กลุ่มควันหนาทึบปกคลุมทั่วบริเวณ และเถ้าถ่านปลิวตกลงบนโต๊ะของร้านอาหารจนต้องอพยพลูกค้าออกจากพื้นที่
ภารกิจดับไฟเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากภูมิประเทศเป็นพื้นที่พรุและทุ่งหญ้าที่เข้าถึงได้ยาก เจ้าหน้าที่บางส่วนจำเป็นต้องถอนกำลังไปตั้งแนวบริเวณชายป่า และปล่อยให้ไฟเผาพื้นที่ทุ่งหญ้าบางส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามเข้าสู่ป่าสนและพื้นที่ที่มีความเสี่ยงมากกว่า
เกรกอรี เมลอตต์ หนึ่งในเจ้าหน้าที่ดับเพลิง เปิดเผยว่า ทีมสามารถควบคุมไฟบางส่วนที่ลุกลามมาจากพื้นที่ราบ เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟเข้าสู่ป่าสนได้สำเร็จ แต่สถานการณ์ยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากทิศทางลมเปลี่ยนแปลงถึงสองครั้ง ส่งผลให้แนวไฟเปลี่ยนทิศทางตามไปด้วย
เบลเยียมได้ร้องขอความช่วยเหลือผ่านกลไกคุ้มครองพลเรือนของสหภาพยุโรป ทำให้ประเทศสมาชิกสามารถส่งกำลังพลและอุปกรณ์เข้ามาสนับสนุน โดยมีเฮลิคอปเตอร์จากเนเธอร์แลนด์เข้าร่วมปฏิบัติการแล้ว และกำลังมีเฮลิคอปเตอร์เพิ่มเติมอีก 2 ลำ รวมถึงเครื่องบินทิ้งน้ำ 2 ลำจากสวีเดนเดินทางเข้ามาช่วยดับไฟ
ฮัดจา ลาห์บิบ กรรมาธิการยุโรป ระบุว่า ไฟป่าครั้งนี้เป็นสัญญาณล่าสุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังส่งผลกระทบต่อยุโรป พร้อมชี้ว่า ฤดูไฟป่าในยุโรปเริ่มต้นเร็วขึ้นและขยายไปถึงพื้นที่ทางตอนเหนือมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ขณะเดียวกัน เกษตรกรจำนวนมากในเบลเยียมได้ขับรถและนำอุปกรณ์เข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ โดยบางรายใช้รถบรรทุกน้ำและเครื่องมือทางการเกษตรช่วยพรมน้ำตามแนวไฟเพื่อชะลอการลุกลาม
เบอร์นาร์ด แก็งแต็ง รัฐมนตรีมหาดไทยเบลเยียม กล่าวว่า รู้สึกตกใจกับความรวดเร็วและขนาดของความเสียหาย แต่ขณะเดียวกันก็ชื่นชมเจ้าหน้าที่ เกษตรกร และอาสาสมัครที่ร่วมกันรับมือกับสถานการณ์
เบลเยียมเผชิญคลื่นความร้อนระลอกใหม่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยอุณหภูมิในบางพื้นที่พุ่งสูงถึง 37 องศาเซลเซียสเมื่อวันศุกร์ ขณะที่ไฟป่าอีกหลายจุดกำลังเกิดขึ้นทั่วทวีปยุโรป ทั้งในฝรั่งเศส โครเอเชีย สเปน และเซอร์เบีย
ที่ฝรั่งเศส เจ้าหน้าที่สั่งอพยพประชาชนราว 650 คน หลังไฟป่าในแคว้นล็องด์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันพฤหัสบดี กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งในวันเสาร์ โดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 500 นายระดมกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์
นอกจากนี้ ไฟป่าครั้งใหญ่ในฝั่งตะวันตกของเยอรมนี ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่เกิดเหตุในเบลเยียมเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร ยังทำให้ประชาชนราว 1,800 คนต้องอพยพ หลังเปลวไฟลุกลามเข้าใกล้บ้านเรือนในเมืองฮือร์ทเกนวัลด์
หน่วยงานติดตามสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป หรือโคเปอร์นิคัส ระบุว่า ยุโรปตะวันตกเพิ่งเผชิญช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ สภาพอากาศร้อนจัดและแห้งแล้งต่อเนื่องทำให้พืชพรรณแห้งและติดไฟได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ไฟป่าลุกลามรวดเร็วและควบคุมได้ยากมากขึ้นทั่วภูมิภาค.