รัฐนิวเซาท์เวลส์ ของออสเตรเลีย เตรียมเริ่มโครงการซื้อคืนปืนในช่วงปลายปีนี้ ตามแผนการลดความรุนแรงจากปืน หลังจากเกิดเหตุกราดยิงที่หาดบอนไดเมื่อปีก่อน จนมีผู้เสียชีวิต 15 ศพ

เมื่อ 15 ส.ค. 2569 นายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบาเนซี เปิดเผยว่า รัฐนิวเซาท์เวลส์ รัฐที่ประชากรมากที่สุดของออสเตรเลีย เตรียมเริ่มโครงการซื้อปืนคืนในวันที่ 2 พ.ย.นี้ เพื่อเริ่มเดินหน้ามาตรการปฏิรูปตามที่เขาเคยให้สัญญาไว้ หลังเกิดเหตุกราดยิงที่หาดบอนไดเมื่อปีก่อน

ในเหตุการณ์นั้นซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 14 ธ.ค. 2568 นายซาจิด อักรัม วัย 50 ปี กับ นาวีด ลูกชายของเขา ก่อเหตุกราดยิงผู้คนที่หาดบอนได จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ก่อนที่ซาจิดจะถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรม ส่วนลูกชายยังคงถูกคุมขังระหว่างกระบวนการดำเนินคดีข้อหาฆาตกรรม

หลังเกิดเหตุ ทางการรัฐนิวเซาท์เวลส์ให้คำมั่นว่าจะปฏิรูปรอบด้านเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธปืนรวมถึงเริ่มโครงการซื้อคืนปืนด้วย

นายอัลบาเนซีระบุว่า โครงการรับซื้อคืนปืนดังกล่าวจะมอบเงินสดแลกเปลี่ยนสำหรับปืนสั้น ปืนลูกซอง และปืนไรเฟิลที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ โดยย้ำว่า “เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้แน่ใจว่า เหตุการณ์ก่อการร้ายที่เกิดจากการต่อต้านชาวยิวที่บอนไดจะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก ... นั่นรวมถึงการปฏิรูปอาวุธปืนทั่วประเทศอย่างจริงจัง”

ทั้งนี้ รัฐนิวเซาท์เวลส์ได้ผ่านกฎหมายจำกัดให้บุคคลทั่วไปครอบครองปืนได้ไม่เกิน 4 กระบอก โดยมีข้อยกเว้นบางประการสำหรับเกษตรกร

โครงการรับซื้อคืนนี้จะเปิดโอกาสให้กับเจ้าของปืนที่มีอาวุธปืนเกินกว่าจำนวนที่กฎหมายใหม่กำหนด สามารถนำปืนไปคืนให้ทางการ โดยพวกเขาจะได้เงินชดเชยสูงสุดถึง 1,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ขึ้นอยู่กับประเภทของปืน โดยค่าใช้จ่ายจะแบ่งกันรับผิดชอบระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น

คริส มินนส์ ผู้ว่าการรัฐนิวเซาท์เวลส์คาดว่า อาจมีการส่งมอบปืนคืนเป็นจำนวนหลายแสนกระบอก “เราต้องการให้ปืนเหล่านั้นถูกส่งมอบคืน มีการชดเชยอย่างเหมาะสม และนำไปทำลายอย่างปลอดภัย”

“นี่เป็นภารกิจขนาดใหญ่ แต่หลักการเบื้องหลังนั้นเรียบง่าย ซึ่งก็คือ การมีปืนอันตรายน้อยลงในชุมชนของเรา หมายถึงรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น”

อนึ่ง เดิมทีทางการออสเตรเลียได้ประกาศโครงการรับซื้อคืนทั่วประเทศ ที่จะปรับใช้ในทุกรัฐและเขตปกครอง แต่แผนการดังกล่าวหยุดชะงักลง เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกันว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและควรดำเนินการอย่างไร


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : cna