อินโดนีเซียเร่งระดมกำลังควบคุมไฟป่าที่เผาผลาญพื้นที่ทั่วประเทศแล้วกว่า 668,750 ไร่ ท่ามกลางฤดูแล้งที่ร้อนและยาวนานกว่าปกติจากอิทธิพลเอลนีโญ ส่งผลให้หลายพื้นที่ต้องปิดโรงเรียน ขณะที่หมอกควันลอยข้ามพรมแดนไปยังมาเลเซีย ทำให้คุณภาพอากาศในหลายพื้นที่อยู่ในระดับ "ไม่ดีต่อสุขภาพ"

อินโดนีเซียกำลังเร่งรับมือสถานการณ์ไฟป่าที่ขยายวงกว้างทั่วประเทศ โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2026 มีพื้นที่ถูกไฟไหม้แล้วมากกว่า 107,000 เฮกตาร์ หรือกว่า 668,750 ไร่ ขณะที่เจ้าหน้าที่เกือบ 50,000 นายถูกระดมเข้าร่วมภารกิจดับไฟในหลายจังหวัด

ทางการอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับ 6 จังหวัดที่มีสถานการณ์รุนแรง ได้แก่ จัมบี สุมาตราใต้ กาลิมันตันตะวันตก กาลิมันตันกลาง กาลิมันตันใต้ และเรียว เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้มีพื้นที่พรุเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดไฟไหม้ในช่วงฤดูแล้ง

นอกจากการส่งเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ดับเพลิงลงพื้นที่แล้ว รัฐบาลยังนำเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์เข้ามาช่วยภารกิจ โดยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา นายดจามารี ชานิอาโก  รัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคง ระบุว่า อินโดนีเซียส่งเฮลิคอปเตอร์ 43 ลำ และเครื่องบินปีกตรึงอีกสูงสุด 15 ลำ เพื่อสนับสนุนการทำฝนเทียมในพื้นที่ที่จำเป็น

การทำฝนเทียมใช้เครื่องบินโปรยสาร เช่น ซิลเวอร์ไอโอไดด์และเกลือ เพื่อกระตุ้นให้เกิดฝน แต่ประสิทธิภาพของภารกิจขึ้นอยู่กับว่ามีเมฆเพียงพอในพื้นที่หรือไม่

สถานการณ์ส่งผลกระทบต่อการศึกษาในหลายพื้นที่ โดยเมืองปอนเตียนัก ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันตก สั่งให้นักเรียนเรียนจากบ้าน เนื่องจากหมอกควันจากไฟป่าปกคลุมเมือง โดยจะให้เรียนออนไลน์ต่อไปจนกว่าคุณภาพอากาศจะดีขึ้น

เอดี รุสดี คัมโตโน นายกเทศมนตรีเมืองปอนเตียนัก กล่าวว่า เมืองเริ่มได้รับผลกระทบจากหมอกควันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนและช่วงเช้า ขณะที่โรงเรียนในพื้นที่ได้รับผลกระทบต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน

ในจังหวัดกาลิมันตันกลาง ชาวบ้านเปิดเผยว่าต้องเผชิญไฟป่ามานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว โดยดาร์วิน โรมี ชาวพื้นเมืองดายักในเมืองปาลังการายา ระบุว่า หมอกควันเริ่มหนาขึ้นจนทำให้แสบตาและมีกลิ่นควันรุนแรง ขณะที่ไฟบางจุดลุกลามเข้าใกล้พื้นที่อยู่อาศัย และแหล่งน้ำที่ใช้ดับไฟกำลังเริ่มขาดแคลน

สถานการณ์ไฟป่ายังเกิดขึ้นบนเกาะชวา โดยไฟไหม้ในอุทยานแห่งชาติโบรโม เทงเกอร์ เซเมรู จังหวัดชวาตะวันออก ลุกลามต่อเนื่องหลายวัน เผาผลาญพื้นที่ประมาณ 5,625 ไร่ หรือคิดเป็นราว 2% ของพื้นที่อุทยาน และทำให้ทางการต้องปิดอุทยานไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มีการส่งกำลังดับเพลิงประมาณ 200 นาย รวมถึงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ตำรวจ และทหาร พร้อมเฮลิคอปเตอร์โปรยน้ำ 3 ลำและรถดับเพลิงเข้าร่วมภารกิจ โดยพยายามดับไฟและฉีดน้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟปะทุขึ้นมาอีก

ซาตริโย นูร์เซโน เจ้าหน้าที่ด้านการจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังระดมทุกทรัพยากรที่มีเพื่อดับไฟและทำให้พื้นที่เปียกชุ่ม พร้อมหวังว่าจะสามารถควบคุมไฟได้ทั้งหมด ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนป้องกันการปะทุซ้ำ

สำหรับสาเหตุของไฟไหม้ที่อุทยานแห่งชาติโบรโม เทงเกอร์ เซเมรู ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดจากความประมาท หลังมีผู้ก่อไฟในพื้นที่และเข้าใจว่าดับไฟแล้ว ทั้งที่ไฟยังไม่ดับสนิท

นอกจากพื้นที่บนเกาะชวาแล้ว ทางการยังเตือนถึงจุดความร้อนใหม่บริเวณใกล้ปากปล่องภูเขาไฟโบรโม ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังมีพลังและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอินโดนีเซีย

หมอกควันจากไฟป่าได้ลอยข้ามช่องแคบไปยังมาเลเซีย โดยเมืองเซเรียน ในรัฐซาราวัก บนเกาะบอร์เนียว มีค่าดัชนีมลพิษทางอากาศ หรือ API แตะระดับ 195 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ซึ่งอยู่ในระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพ” และเป็นระดับสูงสุดของรัฐในวันดังกล่าว

ตามเกณฑ์ของมาเลเซีย ค่า API ระหว่าง 101-200 ถือว่าไม่ดีต่อสุขภาพ ขณะที่ระดับ 201-300 ถือว่าไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก และมากกว่า 301 ถือว่าอยู่ในระดับอันตราย โดยมีรายงานว่าพื้นที่อย่างน้อย 9 แห่งในรัฐซาราวักมีค่าดัชนีอยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ

กรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซียเตือนประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบให้อยู่ภายในอาคาร พร้อมระบุว่าสถานการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์หมอกควันข้ามพรมแดนจากเกาะกาลิมันตันของอินโดนีเซีย ขณะที่มาเลเซียเคยสั่งปิดโรงเรียนในปี 2015 เป็นเวลา 2 วัน เนื่องจากปัญหาสุขภาพจากหมอกควันรุนแรงที่เกิดจากไฟป่าในอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียกำลังเผชิญฤดูแล้งที่คาดว่าจะรุนแรงผิดปกติในปี 2026 โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย หรือ BMKG เตือนว่าประเทศมีความเสี่ยงสูงต่อภัยแล้งและไฟป่า อันเป็นผลส่วนหนึ่งจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงมากขึ้น

BMKG ระบุว่า อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยของอินโดนีเซียในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 27 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ 26.2 องศาเซลเซียส และเป็นการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนกรกฎาคมที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ส่งผลต่อทิศทางลม ความกดอากาศ และรูปแบบฝนทั่วโลก โดยในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักทำให้สภาพอากาศแห้งแล้งกว่าปกติ ขณะที่เอลนีโญครั้งก่อนมีส่วนทำให้ปี 2023 และ 2024 กลายเป็นสองปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลก

พื้นที่ที่ถูกไฟป่าเผาผลาญในอินโดนีเซียตั้งแต่ต้นปี 2026 มีขนาดมากกว่าสองเท่าของพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ตลอดปี 2023 สะท้อนถึงความรุนแรงของฤดูไฟป่าในปีนี้ และเพิ่มความกังวลว่าสถานการณ์หมอกควันอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพอากาศของประชาชนในอินโดนีเซีย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านต่อไป.


ที่มา BBC / AFP / The Star