กลไกสอบสวนอิสระของสหประชาชาติว่าด้วยเมียนมา (IIMM) เผยรายงานล่าสุด ระบุว่ากองทัพเมียนมาเพิ่มความถี่และความรุนแรงของการโจมตีทางอากาศต่อพลเรือน โดยมุ่งเป้าไปยังบ้านเรือน โรงเรียน สถานพยาบาล ศาสนสถาน และค่ายผู้พลัดถิ่น ขณะที่หลักฐานยังชี้ถึงการควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน และความรุนแรงทางเพศ ท่ามกลางสงครามที่ยังไม่มีสัญญาณยุติ

กลไกสอบสวนอิสระของสหประชาชาติว่าด้วยเมียนมา หรือ IIMM เปิดเผยรายงานประจำปีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ระบุว่า กองทัพเมียนมาเพิ่มการโจมตีทางอากาศและก่ออาชญากรรมต่อพลเรือนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่จัดขึ้นและเสร็จสิ้นในเดือนมกราคมที่ผ่านมา และการโจมตีดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งจนถึงปัจจุบัน

รายงานครอบคลุมช่วงวันที่ 1 กรกฎาคม 2025 ถึง 30 มิถุนายน 2026 และพบรูปแบบการโจมตีทางอากาศโดยเจตนาต่อพื้นที่พลเรือน รวมถึงบ้านเรือน โรงเรียน สถานพยาบาล ศาสนสถาน และค่ายพักพิงผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย

IIMM ระบุว่า การพึ่งพาเครื่องบินขนาดเล็กแบบพารามอเตอร์และโดรนของกองทัพเมียนมาที่เพิ่มขึ้น ทำให้พลเรือนตรวจจับการโจมตีได้ยากขึ้น และมีเวลาน้อยลงในการหลบหนีหรือหาที่กำบัง โดยคณะสอบสวนสามารถระบุหน่วยทหารบางส่วนที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการโจมตีเหล่านี้ได้แล้ว

นิโคลัส คูมเจียน หัวหน้ากลไกสอบสวนฯ กล่าวว่า เบื้องหลังหลักฐานทุกชิ้นที่ทีมงานรวบรวมคือชีวิตของผู้คนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากอาชญากรรมเหล่านี้ พร้อมเตือนว่า ชุมชนทั่วเมียนมาไม่เพียงต้องใช้ชีวิตภายใต้ภัยคุกคามจากความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องเผชิญผลกระทบที่ลึกและยาวนานจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

รายงานยังพบหลักฐานจำนวนมากเกี่ยวกับการควบคุมตัวโดยพลการ การทรมาน และความรุนแรงทางเพศภายในสถานที่คุมขังที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ รวมถึงกรณีที่เชื่อมโยงกับกฎหมายปี 2025 ซึ่งกำหนดให้การวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งเป็นความผิด

ภายใต้กฎหมายดังกล่าว มีผู้ถูกจับกุมหลายรายและอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี หรือแม้กระทั่งโทษประหารชีวิต จากการกระทำต่าง ๆ เช่น การโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งบนสื่อสังคมออนไลน์

สถานการณ์ความขัดแย้งในรัฐยะไข่ก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงเวลาที่รายงานครอบคลุม โดยกองทัพเมียนมายังคงสู้รบกับกองทัพอาระกัน ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่มีอิทธิพลในพื้นที่ ขณะที่ในภาพรวม ความขัดแย้งระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มทั่วประเทศยังไม่มีสัญญาณว่าจะยุติลง

IIMM ระบุว่า แม้หลักฐานส่วนใหญ่ที่รวบรวมได้เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำโดยกองกำลังความมั่นคงของเมียนมาและกองกำลังติดอาวุธที่เป็นพันธมิตร แต่กลไกสอบสวนฯ ยังตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำโหดร้ายของกลุ่มติดอาวุธที่ต่อต้านกองทัพด้วย

จนถึงขณะนี้ IIMM รวบรวมและประมวลข้อมูลและหลักฐานแล้วมากกว่า 28 ล้านรายการ จากแหล่งข้อมูลกว่า 1,600 แหล่ง ซึ่งรวมถึงคำให้การพยานมากกว่า 750 ราย ภาพถ่าย วิดีโอ ไฟล์เสียง เอกสาร แผนที่ ภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศ โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

IIMM ก่อตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในปี 2018 มีหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์หลักฐานเกี่ยวกับอาชญากรรมระหว่างประเทศร้ายแรงและการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในเมียนมาตั้งแต่ปี 2011 เพื่อเก็บรักษาหลักฐานและจัดทำข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในศาลระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับระหว่างประเทศ

กลไกสอบสวนฯ ยังแบ่งปันหลักฐานและผลการวิเคราะห์ให้กับหน่วยงานที่ดำเนินกระบวนการเอาผิดผู้ก่ออาชญากรรมต่อชาวโรฮิงญา รวมถึงศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC และกระบวนการทางกฎหมายในอาร์เจนตินา นอกจากนี้ ยังตอบสนองต่อคำร้องขอจากหน่วยงานอื่นที่กำลังสอบสวนอาชญากรรมซึ่งเกิดขึ้นหลังการรัฐประหารในปี 2021

IIMM ยังส่งมอบหลักฐานและการวิเคราะห์จำนวนมากให้แก่คู่ความในคดี แกมเบียกับเมียนมา ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ ณ กรุงเฮก โดยคดีดังกล่าวกล่าวหาว่าเมียนมาละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปี 1948 จากปฏิบัติการกวาดล้างชาวโรฮิงญาในปี 2016 และ 2017

อย่างไรก็ตาม IIMM ระบุว่ากำลังเผชิญปัญหาการตัดลดงบประมาณ ส่งผลให้ทรัพยากรและขีดความสามารถในการสอบสวนลดลง ในช่วงเวลาที่อาชญากรรมระหว่างประเทศร้ายแรงในเมียนมากลับทวีความรุนแรงขึ้น

คูมเจียนย้ำว่า การรวบรวมหลักฐานมีความสำคัญต่อผู้เสียหาย เพราะช่วยให้พวกเขารู้ว่ายังมีผู้บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น และในอนาคตอาจนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมได้

ขณะเดียวกัน เขากล่าวว่า IIMM กำลังตรวจสอบด้วยว่า บุคคลหรือหน่วยงานนอกเมียนมาที่สนับสนุนความขัดแย้งด้วยการจัดหาอาวุธและวัสดุให้คู่ขัดแย้ง อาจถูกดำเนินคดีจากการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรหรือกฎหมายต่อต้านการฟอกเงินได้หรือไม่

IIMM ระบุด้วยว่า กองทัพเมียนมาไม่เคยให้ความร่วมมือกับกลไกสอบสวนฯ และไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอข้อมูลที่ส่งไป

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 ซึ่งโค่นรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของนางอองซาน ซูจี ได้ยุติช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของเมียนมาเป็นเวลาราว 10 ปี และทำให้ประเทศเข้าสู่วิกฤตความขัดแย้งติดอาวุธและวิกฤตมนุษยธรรมอย่างรุนแรง ขณะที่รายงานล่าสุดของ IIMM ชี้ว่า ความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไปและผลกระทบต่อประชาชนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.


ที่มา  Independent Investigative Mechanism for Myanmar / AFP