ศาลซีเรียมีคำตัดสินลับหลังจำเลย ให้ประหารชีวิต บาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำเผด็จการซึ่งขณะที่พำนักอยู่ในรัสเซีย ในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

เมื่อวันอังคารที่ 11 ส.ค. 2569 ศาลซีเรียมีคำตัดสินแบบลับหลังจำเลย ให้ลงโทษประหารชีวิตนายบาชาร์ อัล-อัสซาด อดีตผู้นำเผด็จการผู้ถูกโค่นอำนาจในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติระหว่างสงครามกลางเมืองที่ดำเนินมานานนับสิบปี

นี่ถือเป็นคำตัดสินลงโทษครั้งแรกต่อนายอัสซาด นับตั้งแต่เขาและครอบครัวหลบหนีออกจากกรุงดามัสกัสไปพักพิงในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย หลังระบอบการปกครองของตระกูลอัสซาดที่คงอยู่มายาวนานกว่า 5 ทศวรรษ ล่มสลายลงเมื่อเดือนธันวาคม 2567

นอกจากนายอัสซาดแล้ว ศาลยังตัดสินประหารชีวิตนายอาเตฟ นาจิบ ลูกพี่ลูกน้องของเขา และอดีตหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงทางการเมืองในจังหวัดเดราอา (Deraa) ในข้อหาฆาตกรรม, เจตนาสังหารเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และการทรมานจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยเขาปรากฏตัวต่อหน้าศาลในชุดนักโทษในกรงขัง

ส่วนนายมาเฮอร์ อัล-อัสซาด น้องชายของอัสซาด และอดีตผู้บังคับบัญชากองพลที่ 4 ของกองทัพซีเรีย กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารและความมั่นคงอีกหลายนาย รวมถึง ฟาฮัด อัล-เฟรจ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ก็ถูกตัดสินประหารชีวิตแบบลับหลังจำเลยเช่นกัน โดยนายมาเฮอร์หลบหนีไปรัสเซียแล้ว

ทั้งนี้ เมืองเดราอาถือเป็นจุดเริ่มต้นของการลุกฮือเมื่อเดือนมีนาคม 2554 หลังจากวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งถูกจับกุมและทรมานเนื่องจากพ่นสีสเปรย์ต่อต้านรัฐบาล นำไปสู่การประท้วงและการปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมจากฝั่งรัฐบาล จนบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่พรากชีวิตผู้คนไปหลายแสนคน

บริเวณหน้าอาคารศาล ประชาชนจำนวนมากรวมตัวกันแสดงความยินดี ถือภาพถ่ายของญาติพี่น้องที่เสียชีวิตจากฝีมือของระบอบอัสซาด พร้อมร่วมร้องเพลง บีบแตรรถยนต์ และโบกธงชาติ

ตัวแทนฝ่ายอัยการระบุว่า ประชาชนรอคอยความยุติธรรมนี้มานานถึง 15 ปี และยืนยันว่าซีเรียยุคใหม่จะไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมายอีกต่อไป

อนึ่ง ปัจจุบันซีเรียอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลชั่วคราวซึ่งนำโดย ประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัล-ชารา โดยรัฐบาลของเขากำลังเร่งส่งตัวอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นเรื่องยากในการประสานงานส่งตัวอัสซาดและเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ กลับมาจากรัสเซีย


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc