ยูเครนเผย รัสเซียเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธหลายระลอกทั่วประเทศในช่วงข้ามคืน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน พร้อมกล่าวหาว่ารัสเซียใช้ขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือโจมตีเมืองซาโปริซเซีย ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เตือนความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือกำลังขยายตัวในระดับโลกที่ไม่เพียงส่งผลต่อยูเครน แต่ยังกระทบเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้วย
ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ระบุว่า เมืองซาโปริซเซีย ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด มีผู้เสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บ 19 คน ประธานาธิบดีเซเลนสกีระบุว่า รัสเซียยิงทั้งขีปนาวุธวิถีโค้งจากเกาหลีเหนือ ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง Zircon และระเบิดนำวิถี พุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือนโดยเฉพาะ ขณะที่ในภูมิภาคดนีโปรเปตรอฟสค์ มีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 3 รายจากโดรนและขีปนาวุธ
ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือยังไม่มีการเปิดเผยหลักฐานโดยยูเครน และรัสเซียไม่ได้ยืนยันข้อกล่าวหาดังกล่าว
ในกรุงเคียฟ สัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นหลังเที่ยงคืน ก่อนประชาชนจะได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น และมีการเตือนภัยอีกครั้งในช่วงประมาณตี 3 นายกเทศมนตรีวิตาลี คลิตช์โก ระบุว่า กรุงเคียฟตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยขีปนาวุธวิถีโค้ง และทีมแพทย์ถูกส่งเข้าพื้นที่เพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน
มีรายงานไฟไหม้โกดังบริเวณชานเมือง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 1 คน นอกจากนี้ โรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่งถูกโจมตีเช่นกัน แต่ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าไปหลบภัยได้ทัน กระทรวงสาธารณสุขยูเครนเผยภาพหน้าต่างแตกและเศษซากกระจายอยู่ภายในพื้นที่โรงพยาบาล พร้อมยืนยันว่าไม่มีเด็กหรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ได้รับบาดเจ็บ
ทางการยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรนประมาณ 120 ลำ รวมถึงขีปนาวุธหลายชนิดเข้ามาโจมตีในช่วงข้ามคืน อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้กองทัพอากาศยูเครนไม่ได้เปิดเผยจำนวนขีปนาวุธที่ถูกยิงหรือสกัดไว้ได้ ขณะที่ก่อนหน้านี้กองทัพอากาศได้เรียกร้องให้สื่อหลีกเลี่ยงการใช้พาดหัวข่าวที่สร้างความตื่นตระหนกเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ แต่ยอมรับว่ากำลังเผชิญความท้าทายจากการขาดแคลนอาวุธสำหรับรับมือขีปนาวุธวิถีโค้ง
ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า กองทัพได้ปฏิบัติการโจมตีด้วยอาวุธความแม่นยำสูงจากภาคพื้นดิน โดยมุ่งเป้าไปยังโรงงานอุตสาหกรรมด้านการทหาร รวมถึงศูนย์ขนส่งและโลจิสติกส์ในกรุงเคียฟและเมืองซาโปริซเซีย แต่ไม่ได้กล่าวถึงข้อกล่าวหาว่ามีการใช้ขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ
เซเลนสกีเตือนถึงความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือ โดยกล่าวว่า รัสเซียได้รับขีปนาวุธวิถีโค้งเพิ่มเติมจากเกาหลีเหนือ และอ้างว่าอาจมีการส่งทหารเกาหลีเหนือระหว่าง 30,000-50,000 นายไปยังรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ยูเครนยังไม่ได้เปิดเผยหลักฐานหรือรายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งที่มาของตัวเลขดังกล่าว รวมถึงกรอบเวลาของการส่งกำลังพล
เซเลนสกีกล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่รัสเซียไม่สามารถทำสงครามได้โดยปราศจากกำลังสนับสนุนจากเกาหลีเหนือ พร้อมเตือนว่า ยิ่งมีการใช้ขีปนาวุธและกำลังพลเกาหลีเหนือในยูเครนมากเท่าใด เกาหลีเหนือก็จะยิ่งได้เรียนรู้และปรับปรุงขีดความสามารถทางทหารจากประสบการณ์ในสนามรบมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อประเทศอื่นทั่วโลก
เขายังเตือนว่าความร่วมมือดังกล่าวไม่ได้เป็นภัยต่อยูเครนเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อประเทศเพื่อนบ้านของเกาหลีเหนือ เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้วย พร้อมเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกช่วยสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศแก่ยูเครน
รัสเซียและเกาหลีเหนือลงนามสนธิสัญญาความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศในปี 2024 ก่อนที่เกาหลีเหนือจะส่งทหารหลายพันนายไปช่วยรัสเซียผลักดันกองกำลังยูเครนออกจากแคว้นเคิร์สก์ของรัสเซีย ขณะที่ชาติตะวันตก ยูเครน และเกาหลีใต้กล่าวหามาเป็นเวลานานว่าเกาหลีเหนือส่งอาวุธและกระสุนให้รัสเซีย
ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียเพิ่มการโจมตีด้วยขีปนาวุธวิถีโค้ง ซึ่งเป็นอาวุธที่มีความเร็วสูงและสกัดกั้นได้ยาก โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง เช่น แพทริออตของสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในระบบที่สามารถรับมือกับอาวุธประเภทนี้ได้
ขณะเดียวกัน ยูเครนก็เพิ่มการโจมตีด้วยโดรนพิสัยไกลต่อเป้าหมายในรัสเซีย โดยมุ่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและคลังสินค้าของบริษัทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรัฐบาลยูเครนระบุว่าเป็นการตอบโต้และมีเป้าหมายลดความสามารถด้านโลจิสติกส์และรายได้ของรัสเซีย
เซเลนสกียังกล่าวถึงการโจมตีทางอากาศของยูเครนต่อโรงงานปิโตรเคมีแห่งหนึ่งในไซบีเรียตะวันตก โดยเรียกว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของกองทัพยูเครน และประกาศว่าจะเดินหน้าโจมตีเป้าหมายในดินแดนรัสเซียต่อไป เพื่อกดดันให้รัสเซียตระหนักถึงความจำเป็นในการยุติสงคราม
องค์การสหประชาชาติระบุว่า การยกระดับการโจมตีระหว่างรัสเซียและยูเครนทำให้ยอดผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนในยูเครนเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงเดือนแรก ๆ ของสงครามในปี 2022.