ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่ภาคตะวันตกของโคลอมเบียเดินหน้าสู่วันที่สอง หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดของประเทศในรอบหลายทศวรรษ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 164 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 480 คน

เจ้าหน้าที่กู้ภัย ตำรวจ ทหาร และอาสาสมัคร ทำงานตลอดทั้งคืน ทั้งใช้เครื่องจักรหนักและลงมือขุดค้นด้วยมือเปล่า เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารและบ้านเรือนที่พังถล่ม ขณะที่เจ้าหน้าที่เตือนว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากยังมีผู้สูญหายและผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีกจำนวนมาก

แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 07.34 น. วันจันทร์ (10 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางใกล้เมืองซานโฮเซ เดล ปัลมาร์ ในจังหวัดโชโก ทางตะวันตกของประเทศ ที่ความลึกประมาณ 103 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้เป็นบริเวณกว้าง รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงในเวเนซุเอลา เอกวาดอร์ และปานามา

เมืองเปเรย์รา ในเขตรีซารัลดา ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟสำคัญของโคลอมเบีย ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทางการรายงานผู้เสียชีวิต 66 ราย ขณะที่อาคารหลายหลังพังถล่มจนเหลือเพียงกองคอนกรีตและเหล็กบิดงอ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าอาคาร 65 แห่งพังถล่มในเขตมหานครเปเรย์รา และเชื่อว่ายังมีผู้ติดอยู่ในอาคาร 15 แห่ง

ส่วนเมืองกาลี ซึ่งมีประชากรราว 2.2 ล้านคน ได้รับความเสียหายอย่างหนักเช่นกัน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 85 ราย และอาคารหลายสิบแห่งพังถล่มหรืออยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการถล่ม โรงพยาบาลแห่งหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง โดยชั้นบนหลายชั้น รวมถึงพื้นที่ดูแลผู้ป่วยเด็ก พังถล่มลงมา ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนติดอยู่ภายใน และต้องย้ายผู้ป่วยประมาณ 600 คนออกมารับการดูแลบนถนน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 13 รายในจังหวัดโชโก ซึ่งอยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหว และมีผู้เสียชีวิตในเมืองมานิซาเลส กิบโด และเมเดยิน รวมถึงพื้นที่ในจังหวัดโชโกและวัลเล เดล เกากา

ในเมืองมานิซาเลส แผ่นดินไหวทำให้ส่วนหนึ่งของหอคอยมหาวิหารเก่าแก่ได้รับความเสียหาย ขณะที่ประชาชนรายงานว่าอาคารสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและมีเศษอิฐตกลงมาจากอาคารโดยรอบ

สนามบินหลายแห่งในภูมิภาคได้รับความเสียหาย รวมถึงสนามบินในเปเรย์รา มานิซาเลส กิบโด อาร์เมเนีย การ์ตาโก และบวยนาเบนตูรา ขณะที่กรุงโบโกตา ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวหลายร้อยกิโลเมตร ก็สามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ โดยมีรายงานต้นไม้และสัญญาณไฟจราจรสั่นอย่างรุนแรง รวมถึงรอยร้าวในอาคารบางแห่ง แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของเมืองหลวง

ประธานาธิบดีอาเบลาร์โด เด ลา เอสปรีเอยา ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อไม่กี่วันก่อน ประกาศให้เหตุการณ์เป็นภัยพิบัติระดับชาติ พร้อมมอบอำนาจพิเศษให้รัฐบาลสามารถระดมทรัพยากรและปรับโยกงบประมาณเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยยืนยันว่ามีบ้านเรือนเสียหายแล้วมากกว่า 1,500 หลัง

ขณะเดียวกัน ทางการได้ประกาศเคอร์ฟิวในบางพื้นที่ของเปเรย์ราและกาลี หลังมีรายงานการปล้นสะดม ขณะที่ประธานาธิบดีระบุว่า จะส่งกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงประมาณ 1,000 นายไปยังกาลี เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและสนับสนุนภารกิจกู้ภัย

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 1999 ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักในพื้นที่ปลูกกาแฟของโคลอมเบียและคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 1,000 ราย รวมถึงแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,300 ราย

นานาชาติได้เสนอความช่วยเหลือแก่โคลอมเบีย โดยมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าสหรัฐฯ กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมให้ความช่วยเหลือ ขณะที่เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า สหภาพยุโรปกำลังนำข้อมูลจากดาวเทียมโคเปอร์นิคัสมาใช้สนับสนุนภารกิจกู้ภัย ด้านประธานาธิบดีนายิบ บูเคเล ของเอลซัลวาดอร์ ส่งสารแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับประชาชนโคลอมเบีย พร้อมเสนอส่งบุคลากรและอุปกรณ์เข้าช่วยเหลือ

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ ประเมินว่า มีประชาชนราว 1.5 ล้านคนรับรู้แรงสั่นสะเทือนในระดับใกล้เคียง 7 และระบุว่า แม้แผ่นดินไหวที่เกิดในระดับความลึกมากมักมีอันตรายน้อยกว่าแผ่นดินไหวที่เกิดใกล้พื้นผิว แต่สามารถปลดปล่อยพลังงานที่สร้างความเสียหายต่ออาคารได้อย่างมาก และอาจทำให้เกิดอาฟเตอร์ช็อกที่มีความรุนแรงตามมาได้

ขณะนี้ทีมกู้ภัยยังคงแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคาร ท่ามกลางความหวังว่าจะสามารถช่วยชีวิตผู้รอดชีวิตออกมาได้เพิ่มเติม ก่อนที่จำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้นจากระดับปัจจุบัน.


ที่มา  Reuters / BBC