โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร เพื่อลดจำนวนวัคซีนแนะนำที่เด็กควรได้รับตอนเป็นเด็กเล็ก แม้ว่านโยบายนี้จะเผชิญเสียงคัดค้านจากหลายฝ่ายก็ตาม

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN) รายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 10 ส.ค. 2569 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร เพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางของรัฐบาลกลางเกี่ยวกับวัคซีนสำหรับเด็ก ทั้งเสนอให้ลดจำนวนการฉีดวัคซีนทั้งหมดที่แนะนำสำหรับเด็กเล็กลง และแบ่งตารางการฉีดวัคซีนสำหรับเด็กออกเป็น 3 หมวดหมู่

นอกจากนี้ ยังแนะนำให้แยกวัคซีนรวมโรคหัด, คางทูม และหัดเยอรมัน หรือวัคซีน MMR ออกเป็นวัคซีนเดี่ยว 3 เข็ม ซึ่งขัดแย้งกับฉันทามติทางวิทยาศาสตร์ที่ยึดถือกันเป็นวงกว้าง แต่เป็นไปตามคำยืนกรานของทรัมป์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาที่ว่า ควรมีการปรับเปลี่ยนวัคซีนที่ฉีดกันอย่างแพร่หลายนี้

“เรากำลังลดจำนวนลง” ทรัมป์กล่าวจากห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว “ไม่ใช่แค่ลดจำนวนวัคซีน หรือจำนวนการฉีด อย่างที่พวกคุณว่า แต่คุณจะได้ฉีดผ่านการไปพบแพทย์หลายฯ ครั้ง”

ภายใต้ร่างคำสั่งดังกล่าว นโยบายใหม่ของรัฐบาลแนะนำให้เด็กทุกคนรับวัคซีนป้องกันโรคหัด, คางทูม, หัดเยอรมัน, คอตีบ, บาดทะยัก, ไอกรน, โปลิโอ, ฮิบ (Hib), โรคติดเชื้อปอดบวม , เอชพีวี (HPV) และอีสุกอีใส

ขณะเดียวกัน มีการแนะนำให้เฉพาะกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้นที่จะได้รับ โมโนโคลนอลแอนติบอดี (mAbs) สำหรับไวรัส RSV และวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ, ไวรัสตับอักเสบ บี, ไข้กาฬหลังแอ่นชนิด บี, ไข้กาฬหลังแอ่นชนิด ACWY และไข้เลือดออก จากเดิมที่แนะนำให้เด็กทุกกลุ่มรับวัคซีนเกือบทั้งหมดในนี้

ส่วนวัคซีนอื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ จะต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกัน หรือผ่านการหารือกับแพทย์ของเด็ก วัคซีนในกลุ่มนี้รวมถึงวัคซีนป้องกัน โรตาไวรัส, ไข้กาฬหลังแอ่น, ไข้หวัดใหญ่ และโควิด-19

การประกาศของทรัมป์ใกล้เคียงอย่างมากกับความพยายามของกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ (HHS) ในเดือนมกราคม ที่จะลดจำนวนวัคซีนแนะนำสำหรับเด็ก แต่ถูกกลุ่มการแพทย์ต่างๆ ฟ้องร้องขัดขวางเอาไว้ และผู้พิพากษาตัดสินให้กลุ่มการแพทย์เป็นฝ่ายชนะ

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทรัมป์ได้กดดัน โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขฯ ให้ดำเนินการเพิ่มเติมเกี่ยวกับตารางการฉีดวัคซีนสำหรับเด็ก รวมถึงเร่งรัดความพยายามในการค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีนกับภาวะออทิสติก

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับวัคซีนอย่างกว้างขวาง แต่ไม่พบหลักฐานใด ๆ ที่เชื่อมโยงวัคซีนกับการทำให้เกิดภาวะออทิสติก

การลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารครั้งนี้เกิดขึ้นแม้ว่าที่ปรึกษาทางการเมืองของทรัมป์จะมีความกังวลมาโดยตลอดว่า การผลักดันนโยบายวัคซีนที่เป็นข้อถกเถียงและไม่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย อาจสร้างความไม่พอใจแก่ผู้ลงคะแนนเสียงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : cnn