ประธานาธิบดีคนใหม่ของโคลอมเบียเผชิญความท้าทายตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่ง หลังกลุ่มติดอาวุธที่แยกตัวจากกองกำลังปฏิวัติโคลอมเบีย หรือ "ฟาร์ก" เปิดฉากโจมตี 2 จุดใหญ่ ทั้งเหตุคาร์บอมบ์ถล่มด่านเก็บค่าธรรมเนียมบนทางหลวงสายหลัก และส่งโดรนติดระเบิดโจมตีสถานีตำรวจ ส่งผลให้ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย หลังประกาศใช้นโยบายแข็งกร้าวต่อกลุ่มติดอาวุธและยาเสพติด
โคลอมเบียเผชิญเหตุระเบิด 2 จุดในวันเสาร์ (8 ส.ค.) ซึ่งเป็นวันแรกที่นายอาเบลาร์โด เด ลา เอสปรีเอยา ประธานาธิบดีคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากเขาสาบานตนเข้ารับตำแหน่งที่เมืองกาลี ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ
เหตุแรกเกิดขึ้นบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทางบนทางหลวงแพนอเมริกัน ในเขตเทศบาลซานตันเดร์ เด กิลิเชา เชื่อมระหว่างจังหวัดเคากาและวัลเย เดล เกากา กองทัพโคลอมเบียระบุว่า กลุ่มติดอาวุธที่แยกตัวจากกองกำลังปฏิวัติโคลอมเบีย หรือ "ฟาร์ก" เป็นผู้ก่อเหตุ โดยรถยนต์ที่ถูกนำมาจอดทิ้งไว้ถูกใช้เป็นระเบิด ก่อนผู้ก่อเหตุหลบหนีด้วยรถจักรยานยนต์
แรงระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 2 คนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย และชิ้นส่วนรถยนต์ที่ถูกเผาไหม้กระจัดกระจายทั่วบริเวณด่าน เจ้าหน้าที่ต้องปิดพื้นที่และใช้สุนัขดมกลิ่นค้นหาวัตถุระเบิดเพิ่มเติม
แรงระเบิดยังส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุอย่างหนัก ชาวบ้านระบุว่าแรงอัดจากระเบิดทำให้คนในบ้านถูกแรงระเบิดกระแทกจนตกจากเตียง ขณะที่กระจกหน้าต่างแตกกระจาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเศษกระจก
ฆอร์เก อ็อกตาบิโอ กุซมัน ผู้ว่าการจังหวัดเคากา กล่าวว่า เหตุโจมตีดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการกระทำอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อว่ากลุ่มติดอาวุธต้องการแยกพื้นที่เคากาออกจากส่วนอื่นของประเทศ เพื่อรักษาการควบคุมพื้นที่หลายพันเฮกตาร์
อีกเหตุเกิดขึ้นห่างออกไปราว 1,000 กิโลเมตร ในจังหวัดเซซาร์ ทางตอนเหนือของประเทศ เมื่อโดรนติดวัตถุระเบิดพุ่งโจมตีสถานีตำรวจในช่วงเช้ามืด ส่งผลให้ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้
ประธานาธิบดีเด ลา เอสปรีเอยา ประณามเหตุโจมตี พร้อมประกาศว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังจะไม่ได้รับการผ่อนปรนหรือความคุ้มครอง และจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว ด้านเอลซา โนเกรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการเพื่อฟื้นฟูการจราจรบนเส้นทางที่ได้รับผลกระทบ พร้อมย้ำว่าโคลอมเบียจะไม่ยอมจำนนต่อความรุนแรง และจะไม่ปล่อยให้โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศถูกทำลาย
กลุ่มผู้ก่อเหตุโจมตีตามข้อกล่าวหาของกองทัพ เป็นกลุ่มที่แยกตัวออกจากข้อตกลงสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างกลุ่มฟาร์กกับรัฐบาลโคลอมเบียเมื่อปี 2016 โดยกลุ่มติดอาวุธบางส่วนยังคงปฏิบัติการในพื้นที่ชนบทและเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติด
เด ลา เอสปรีเอยา วัย 48 ปี นักกฎหมายและนักธุรกิจที่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบสองเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาอย่างฉิวเฉียด โดยเอาชนะอีวาน เซเปดา สมาชิกวุฒิสภาฝ่ายก้าวหน้าและพันธมิตรของอดีตประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร
ประธานาธิบดีคนใหม่หาเสียงด้วยนโยบายแข็งกร้าว โดยประกาศจะปราบปราม "การก่อการร้ายจากยาเสพติดโดยไม่มีการพักรบ" และยุติการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มติดอาวุธที่รัฐบาลชุดก่อนสนับสนุน พร้อมเตือนกลุ่มผิดกฎหมายว่า มีเพียงสองทางเลือก คือยอมอยู่ภายใต้กฎหมาย หรือเผชิญหน้ากับกองกำลังความมั่นคง
นอกจากนี้ นายเด ลา เอสปรีเอยา ยังประกาศแผนเพิ่มการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มกองโจรและเครือข่ายค้ายาเสพติด รวมถึงแนวคิดสร้างเรือนจำขนาดใหญ่แบบที่รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ใช้ปราบปรามแก๊งอาชญากรรม โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอล
ในวันเดียวกัน ประธานาธิบดีคนใหม่ยังประกาศย้ายผู้ต้องขัง 117 คนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจาสันติภาพของรัฐบาลชุดก่อน ไปยังเรือนจำความมั่นคงสูงสุด 8 แห่ง หน่วยงานราชทัณฑ์ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้รัฐบาลกลับมาควบคุมเรือนจำอย่างเต็มรูปแบบ และป้องกันไม่ให้องค์กรอาชญากรรมใช้เรือนจำเป็นฐานประสานงานกิจกรรมผิดกฎหมาย
เหตุระเบิดเกิดขึ้นในช่วงที่โคลอมเบียกำลังเผชิญกับความรุนแรงระลอกหนักที่สุดในรอบทศวรรษ แม้จะผ่านข้อตกลงสันติภาพกับฟาร์ก มาแล้วประมาณ 10 ปี แต่หลายพื้นที่ของประเทศยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธที่แยกตัวออกมา รวมถึงกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตและค้ายาโคเคนในตลาดโลก.
ที่มา Associated Press / AFP