ทรัมป์ไม่สนคำวินิจฉัยศาลสูง เดินหน้าลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่ 2 ฉบับ จำกัดการได้รับสัญชาติสหรัฐโดยกำเนิด หวังสกัดหญิงต่างชาติเดินทางเข้าสหรัฐเพื่อคลอดบุตรให้ได้รับสัญชาติอเมริกัน 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่ 2 ฉบับ เพื่อจำกัดการได้รับสัญชาติสหรัฐโดยกำเนิด หรือ Birthright Citizenship โดยมุ่งเป้าไปที่การสกัดปรากฏการณ์ "Birth Tourism" หรือการที่หญิงตั้งครรภ์ชาวต่างชาติเดินทางเข้าสหรัฐเพื่อคลอดบุตรให้ได้รับสัญชาติอเมริกัน แม้ว่าศาลสูงสหรัฐจะเพิ่งมีคำวินิจฉัยเมื่อไม่นานมานี้ว่า ความพยายามก่อนหน้านี้ของทรัมป์ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ตาม

สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาทำเนียบขาวระบุว่า การยุติการใช้ช่องโหว่จากการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตร หรือ "Birth Tourism" ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญด้านการควบคุมผู้อพยพของรัฐบาลทรัมป์ โดยหลังจากพิธีลงนามในห้องทำงานรูปไข่ของโดนัลด์ ทรัมป์ในวันนี้ การท่องเที่ยวเพื่อคลอดบุตรจะถูกสั่งห้าม

การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ศาลสูงสหรัฐมีมติไม่รับรองคำสั่งฝ่ายบริหารเดิมของทรัมป์ ซึ่งมีเป้าหมายไม่รับรองสัญชาติของเด็กที่เกิดในสหรัฐ หากบิดามารดาไม่ใช่พลเมืองสหรัฐหรือผู้ถือกรีนการ์ด โดยเห็นว่าขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่า คำสั่งฉบับใหม่มีขอบเขตที่แคบกว่าเดิม และมุ่งตีความข้อยกเว้นทางประวัติศาสตร์ของหลักการให้สัญชาติโดยกำเนิด เพื่อขยายกลุ่มบุคคลที่ไม่มีสิทธิได้รับสัญชาติสหรัฐ

คำสั่งใหม่ยังจำกัดสิทธิของเด็กที่เกิดในสหรัฐจากบิดามารดาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศ รวมถึงบุตรของบุคคลที่ถูกจัดอยู่ในสถานะศัตรูของชาติ และอาจส่งผลต่อผู้ที่เกิดในดินแดนโพ้นทะเลของสหรัฐ หากรัฐสภาผ่านกฎหมายยกเลิกการให้สัญชาติอัตโนมัติในพื้นที่ดังกล่าว

นักกฎหมายหลายฝ่ายมองว่า คำสั่งฝ่ายบริหารชุดใหม่นี้อาจยังมีผลทางกฎหมายไม่ชัดเจน หลังศาลสูงสหรัฐเพิ่งมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นเดียวกัน ขณะที่องค์กรด้านสิทธิผู้อพยพและสิทธิมนุษยชนมองว่า เป็นความพยายามหลีกเลี่ยงคำตัดสินของศาล

สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (ACLU) ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวมีแนวโน้มถูกศาลวินิจฉัยให้เป็นโมฆะอีกครั้ง

ด้าน เดโบราห์ เฟลชเชเกอร์ อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลโจ ไบเดน ซึ่งปัจจุบันทำงานกับองค์กร UnidosUS กล่าวว่า สิทธิในการได้รับสัญชาติโดยกำเนิดเป็นหลักประกันตามรัฐธรรมนูญที่ใช้มายาวนานกว่า 150 ปี และไม่ใช่อำนาจที่ประธานาธิบดีจะเปลี่ยนแปลงได้ตามต้องการ

ขณะที่องค์กร Women's Refugee Commission เตือนว่า มาตรการดังกล่าวอาจกระทบสิทธิของหญิงตั้งครรภ์ที่เดินทางเข้าสหรัฐอย่างถูกกฎหมาย และเรียกร้องให้รัฐบาลออกแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลสูง

ทรัมป์กล่าวระหว่างพิธีลงนามว่า คำวินิจฉัยของศาลสูงเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน เป็นการตัดสินที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง พร้อมกล่าวหาว่า มีผู้สร้างธุรกิจจากการพาหญิงตั้งครรภ์เดินทางมาคลอดบุตรในสหรัฐเพื่อให้ลูกได้รับสัญชาติ

เขาระบุว่า การให้สัญชาติโดยกำเนิดตามบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 เดิมมีขึ้นหลังสงครามกลางเมือง เพื่อคุ้มครองบุตรของอดีตทาสที่ได้รับอิสรภาพ ไม่ใช่เพื่อรองรับการเดินทางมาคลอดบุตรของชาวต่างชาติในยุคปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ประธานศาลสูง จอห์น โรเบิร์ตส์ เขียนไว้ในคำวินิจฉัยก่อนหน้านี้ว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญตั้งใจให้หลักการดังกล่าวครอบคลุมบุคคลทุกคนที่เกิดในสหรัฐและอยู่ภายใต้อำนาจศาลของประเทศ โดยระบุว่าสิทธิความเป็นพลเมือง คือสิทธิที่จะมีสิทธิทั้งหลาย และเป็นคำมั่นที่สหรัฐยังคงรักษาไว้จนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ บทบัญญัติเรื่อง Citizenship Clause ในรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 14 ระบุว่า "บุคคลทุกคนที่เกิดหรือได้รับสัญชาติในสหรัฐ และอยู่ภายใต้อำนาจศาลของสหรัฐ ถือเป็นพลเมืองของสหรัฐและของรัฐที่ตนอาศัยอยู่"


ที่มา : Channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ