ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธรายงานว่าสหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอาวุธและกระสุนจากสงครามกับอิหร่าน ยืนยันกองทัพมีคลังอาวุธจำนวนมหาศาล พร้อมขู่ดำเนินคดีกับผู้ที่นำข้อมูลเรื่องคลังอาวุธออกมาเปิดเผย ขณะที่สื่อหลายสำนักระบุว่า ขีปนาวุธพิสัยไกลและระบบสกัดกั้นภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอาวุธและกระสุนจากสงครามกับอิหร่าน โดยยืนยันว่า สหรัฐฯ มีอาวุธยุทโธปกรณ์อยู่ในคลังเป็นจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอาวุธบางประเภท
ทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า นอกจากมีคลังอาวุธจำนวนมากแล้ว บริษัทด้านอุตสาหกรรมความมั่นคงของสหรัฐฯ ยังเร่งผลิตและส่งมอบอาวุธเพิ่มเติมตามความต้องการ พร้อมระบุว่า ขณะนี้มีการสร้างโรงงานและสายการผลิตด้านกลาโหมในจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ทรัมป์ยังกล่าวหาผู้ที่นำข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาคลังอาวุธออกมาเปิดเผยว่าเป็น "ผู้ปล่อยข่าวลือ" และขู่ว่าจะดำเนินคดี พร้อมเรียกร้องโทษจำคุกระยะยาว
ทั้งนี้ สื่อยักษ์ใหญ่ เช่น เดอะ วอชิงตัน โพสต์, ซีเอ็นเอ็น, ซีบีเอส และรอยเตอร์ ได้รายงานว่า สหรัฐฯ ได้ใช้อาวุธปล่อยนำวิถีระยะไกล เช่น ขีปนาวุธ ATACMS, ขีปนาวุธโจมตีแม่นยำ รวมถึงขีปนาวุธแพทริออต และ THAAD ไปเป็นจำนวนมากจนเกือบหมดคลังสำรองทั่วโลก โดยคาดว่าอาจต้องใช้เวลาจนถึงกลางปี 2029 ในการผลิตทดแทนให้กลับสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม
อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานว่า ทรัมป์ได้สอบถามพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เกี่ยวกับปัญหาคลังอาวุธเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีที่แคมป์เดวิด โดยอ้างแหล่งข่าว 2 คนที่ทราบเหตุการณ์ รายงานระบุว่า ทรัมป์ถามเฮกเซธว่าเหตุใดปัญหาคลังอาวุธจึงยังเกิดขึ้น ทั้งที่เขาเข้าใจว่าปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขแล้ว
ขณะที่ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า การขาดแคลนขีปนาวุธนำวิถีพิสัยไกลและจรวดสกัดกั้นภัยทางอากาศกำลังส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในสงครามกับอิหร่าน โดยกองทัพสหรัฐฯ ใช้จรวดสกัดกั้นของระบบป้องกันภัยทางอากาศ THAAD ไปเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของคลังที่มีอยู่
รายงานของศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศ หรือ CSIS ประเมินว่า ก่อนสงคราม สหรัฐฯ มีจรวดสกัดกั้น Patriot ประมาณ 2,330 ลูก แต่ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมอาจเหลือเพียง 759-827 ลูก ส่วนจรวดสกัดกั้น THAAD ซึ่งเดิมมีประมาณ 452 ลูก อาจเหลืออยู่ราว 234-278 ลูก
CSIS ประเมินว่า อาจต้องใช้เวลาจนถึงอย่างน้อยกลางปี 2029 กว่าคลังจรวดสกัดกั้นทั้งสองระบบจะกลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม
ด้านทำเนียบขาวปฏิเสธรายงานเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างทรัมป์กับเฮกเซธ โดยแคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าว "ไม่เคยเกิดขึ้น" ขณะที่ฌอน พาร์เนล โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวว่า รายงานเรื่องการปะทะคารมระหว่างทรัมป์กับเฮกเซธ รวมถึงปัญหาคลังอาวุธ เป็นเรื่องแต่งขึ้น
พาร์เนลยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ ยังคงมีศักยภาพทางทหารเพียงพอที่จะปฏิบัติการตามคำสั่งของประธานาธิบดี และมีคลังขีดความสามารถด้านการทหารที่แข็งแกร่งเพื่อปกป้องประชาชนและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
ก่อนหน้านี้ เฮกเซธก็เคยปฏิเสธความกังวลเกี่ยวกับคลังอาวุธสหรัฐฯ โดยกล่าวว่าข่าวเรื่องคลังอาวุธร่อยหรอเป็นเรื่องที่สื่อสร้างขึ้น และยืนยันว่าคลังอาวุธของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับที่ดีและกำลังเพิ่มขึ้น
ความขัดแย้งเรื่องปริมาณอาวุธเกิดขึ้นในช่วงที่สงครามกับอิหร่านยืดเยื้อ และมีรายงานว่าสหรัฐฯ ใช้อาวุธนำวิถีแม่นยำจำนวนมากในการปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสามารถของอุตสาหกรรมกลาโหมในการผลิตอาวุธทดแทนได้ทันต่ออัตราการใช้งาน
ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านปฏิเสธว่าไม่ได้มีการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ แม้ทรัมป์จะกล่าวก่อนหน้านี้ว่า อิหร่านต้องการบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ.