จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ขอโทษสมาชิก 211 สมาคม หลังเกิดกระแสวิจารณ์อย่างหนักต่อแผนจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อขายสิทธิ์เชิงพาณิชย์ของการแข่งขันให้กับนักลงทุนเอกชน ยืนยันจะแก้ไขข้อผิดพลาดและไม่ให้เกิดขึ้นอีก ขณะที่ยังคงได้รับความไว้วางใจจากคณะบริหารระดับสูงให้ดำรงตำแหน่งผู้นำองค์กรลูกหนังโลกต่อไป
จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า กล่าวขอโทษต่อ "ข้อผิดพลาด" ที่เกิดขึ้นจากการผลักดันข้อเสนอจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อบริหารสิทธิ์เชิงพาณิชย์ของการแข่งขันฟุตบอลรายการสำคัญ หลังเผชิญเสียงคัดค้านอย่างหนักจากหลายฝ่าย แต่ยืนยันว่าจะยังคงดำรงตำแหน่งประธานฟีฟ่าต่อไป
การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นหลังอินฟานติโนเรียกประชุมคณะผู้บริหารฟีฟ่าที่สำนักงานประจำทวีปแอฟริกาในกรุงราบัตของโมร็อกโก เพื่อหารือวิกฤตที่เกิดขึ้นจากข้อเสนอของบริษัท FIFA Forward Enterprise หรือ FFE ซึ่งถูกถอนออกไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
หลังการประชุม ฟีฟ่าออกแถลงการณ์ระบุว่า คณะผู้บริหาร "ยืนยันการสนับสนุนอย่างเต็มที่" ต่ออินฟานติโนในฐานะประธาน พร้อมยอมรับว่าการดำเนินการเกี่ยวกับข้อเสนอ FFE ควรทำแตกต่างออกไป และไม่ควรทำให้สภาฟีฟ่าหรือสมาคมสมาชิก 211 แห่งรู้สึกว่าถูกกันออกจากกระบวนการตัดสินใจ
อินฟานติโนและมัทธีอัส กราฟสตรอม เลขาธิการฟีฟ่า ยังส่งจดหมายลงนามร่วมถึงสมาชิกสภาฟีฟ่า รองประธาน และสมาคมสมาชิกทั้ง 211 แห่ง โดยกล่าวขอโทษอย่างจริงใจต่อข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และให้คำมั่นว่าจะทบทวนกระบวนการเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก
ข้อเสนอ FFE ซึ่งถูกถอนออกไป มีแนวคิดให้ฟีฟ่าขายสัดส่วนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ในหน่วยงานบริหารสิทธิ์เชิงพาณิชย์แห่งใหม่ให้แก่นักลงทุนเอกชน คาดว่าจะระดมเงินได้ประมาณ 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปสนับสนุนการพัฒนาฟุตบอลทั่วโลก โดยข้อเสนอครอบคลุมสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันฟุตบอลโลกทั้งประเภทชายและหญิง
อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่า ซึ่งระบุว่าได้สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวอินฟานติโน และกล่าวหาว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นกระบวนการที่ไม่โปร่งใสและขาดการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
แรงกดดันยังมาจากภายในฟีฟ่าเอง โดยกราฟสตรอมเคยส่งบันทึกภายในถึงเจ้าหน้าที่ ระบุว่าสถานการณ์ที่นำไปสู่การยกเลิกโครงการเป็น "เหตุการณ์ที่น่าเศร้าและน่าตำหนิ" ขณะที่เควิน ลามูร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของฟีฟ่า กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าได้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนเกี่ยวกับแผนดังกล่าว
คาร์ลอส กอร์เดโร ที่ปรึกษาอาวุโสของอินฟานติโน ลาออกจากตำแหน่งเพื่อประท้วงแผนดังกล่าว ขณะที่อาร์แซน เวนเกอร์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาฟุตบอลระดับโลกของฟีฟ่า กล่าวว่า เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำข้อเสนอ และเห็นว่าการถอนแผนดังกล่าวเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
ด้านอดีตนักฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกส หลุยส์ ฟิโก ซึ่งเคยลงสมัครชิงตำแหน่งประธานฟีฟ่าในปี 2015 เรียกร้องให้อินฟานติโนลาออก ขณะที่ลอรา แม็กอัลลิสเตอร์ รองประธานยูฟ่า ระบุว่าเรื่องอื้อฉาวดังกล่าวทำให้ภาวะผู้นำของอินฟานติโนเข้าสู่ภาวะวิกฤต
ขณะเดียวกัน มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ก็ออกมาแสดงความไม่ไว้วางใจอินฟานติโน โดยกล่าวว่า การที่ผู้บริหารระดับสูงและสมาชิกคณะกรรมการไม่ได้รับการปรึกษาเกี่ยวกับข้อเสนอสำคัญเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับผู้นำองค์กร
แม้เผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แต่อินฟานติโนยังมีฐานสนับสนุนจากหลายประเทศ โดยเฉพาะสมาคมฟุตบอลนอกยุโรป ซึ่งหลายแห่งพึ่งพางบสนับสนุนจากฟีฟ่าในการดำเนินงาน ประเทศอย่างกาตาร์ คูเวต เลบานอน ศรีลังกา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างประกาศสนับสนุนอินฟานติโน
บรรดาผู้บริหารฟุตบอลแอฟริกาหลายคนก็ออกมาให้กำลังใจอินฟานติโน ขณะที่สมาพันธ์ฟุตบอลแอฟริกา หรือ CAF ซึ่งมีสมาชิก 54 ประเทศ ยังไม่ได้ประกาศจุดยืนอย่างเป็นทางการ
อีกปัจจัยที่ยังเป็นข้อได้เปรียบของอินฟานติโน คือยังไม่มีคู่แข่งที่ชัดเจนสำหรับการเลือกตั้งประธานฟีฟ่าในเดือนมีนาคมปีหน้า แม้เจ้าชายอาลี บิน อัล-ฮุสเซน ประธานสมาคมฟุตบอลจอร์แดน ซึ่งเคยลงสมัครชิงตำแหน่งมาแล้ว 2 ครั้ง จะออกมากล่าวหาฟีฟ่าว่าใช้ "การแบล็กเมล์" และยืนยันว่าจะไม่สนับสนุนอินฟานติโน
นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาว่าอินฟานติโนอาจให้คำมั่นกับโมร็อกโกว่าจะได้เป็นเจ้าภาพนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2030 เพื่อแลกกับการสนับสนุน แต่ฟีฟ่าปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จและทำให้เข้าใจผิด และยืนยันว่าการตัดสินใจเลือกสนามสำหรับนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งฟุตบอลโลก 2030 จะจัดร่วมกันโดยโมร็อกโก สเปน และโปรตุเกส จะมีขึ้นในเวลาที่เหมาะสม
วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งต่อการดำรงตำแหน่งของอินฟานติโน นับตั้งแต่เขาขึ้นเป็นประธานฟีฟ่าในปี 2016 โดยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้งประธานสมัยที่ 4 ซึ่งจะมีขึ้นที่ประเทศโมร็อกโกในเดือนมีนาคม และอาจส่งผลต่อความพยายามของเขาที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนถึงปี 2031.