เด็กชายมาเลเซียขึ้นศาลคดีฆาตกรรมนักเรียนหญิงภายในห้องน้ำโรงเรียนเมื่อปีก่อน โดยเป็นคดีที่จุดกระแสให้เกิดการควบคุมการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กๆ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 3 ส.ค. 2569 ว่า เด็กชายวัย 15 ปี ชาวมาเลเซียขึ้นศาลในคดีฆาตกรรมเพื่อนร่วมโรงเรียน ซึ่งเป็นคดีสะเทือนขวัญที่ได้รับความสนใจอย่างมาก และส่งผลให้เกิดการถกเถียงทั่วประเทศเกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเด็กและเยาวชน
เด็กชายถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุฆาตกรรม เอี๊ยบ ชิง เซวียน (Yap Shing Xuen) เพื่อนนักเรียนหญิงวัย 16 ปี เมื่อเดือนตุลาคม 2568 โดยร่างของเธอถูกพบในห้องน้ำโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ในสภาพถูกของมีคมแทงหลายแผลจนเสียชีวิต
ผู้ต้องหา ซึ่งมีอายุ 14 ปีในขณะเกิดเหตุ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยเนื่องจากเขายังเป็นเยาวชน กฎหมายมาเลเซียจึงไม่อนุญาตให้เปิดเผยชื่อต่อสาธารณะ และจะไม่ได้รับโทษประหารชีวิต
อย่างไรก็ตาม หากเด็กชายรายนี้ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง เขาอาจต้องโทษจำคุก 30 ถึง 40 ปี รวมถึงอาจถูกลงโทษด้วยการโบย ซึ่งสามารถรับการลงโทษด้วยวิธีนี้ได้ตั้งแต่อายุ 10 ปีขึ้นไป
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นตำรวจสงสัยว่า โซเชียลมีเดียอาจมีอิทธิพลต่อผู้ต้องหาจนนำไปสู่การก่อเหตุสลด โดยเจ้าหน้าที่พบกระดาษโน้ต 2 แผ่นอยู่ที่ตัวเขาตอนถูกจับกุม ซึ่งเขียนบรรยายว่า ทุกคนในโรงเรียนและสังคมเป็นเพียงตัวละคร “เอ็นพีซี” (NPC - ตัวละครภายในเกมที่ผู้เล่นไม่สามารถควบคุมได้)
นอกจากนั้น เขายังเขียนอ้างข้อความจากการ์ตูนเรื่อง Death Note, บอกรักนักเรียนหญิงผู้ตาย และว่าเขาจะจากโลกนี้ไปด้วยกัน นอกจากนั้นเขายังเขียนถึงเหตุกราดยิงในโรงเรียนหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ก่อนจะปิดท้ายด้วยข้อความก่นด่าโรงเรียน, สังคม และครูอาจารย์ และว่าเขาต้องการล้างแค้นโรงเรียน
เนื้อหาในกระดาษโน้ตถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ยิ่งจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม และนำไปสู่การพูดคุยระดับชาติถึงผลกระทบเชิงลบของโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะการเข้าถึงคอนเทนต์กลุ่มแนวคิดเกลียดชังผู้หญิง ซึ่งบางคนนำไปเปรียบเทียบกับซีรีส์เรื่อง Adolescence บน Netflix
นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม เคยให้ความเห็นว่า ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนส่วนใหญ่ “มีต้นตอมาจากการใช้โทรศัพท์มือถือและโซเชียลมีเดีย” พร้อมให้คำมั่นว่าจะใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้
ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มาเลเซียได้สั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเปิดบัญชีใช้งานบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลักทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันเด็กจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc