รัฐบาลญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยืนยันร่วมกันแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อพยุงค่าเงินเยน หลังเงินเยนอ่อนค่าหนักแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี นับเป็นการเข้าซื้อเงินเยนร่วมกันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 โดยทั้งสองประเทศประกาศพร้อมดำเนินมาตรการเพิ่มเติม หากตลาดยังผันผวนอย่างรุนแรง
รัฐบาลญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยืนยันว่า ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันแทรกแซงตลาดเงินเพื่อหนุนค่าเงินเยน หลังเงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี เมื่อเดือนที่ผ่านมา ยังไม่ทราบขอบเขตของการดำเนินการการ แต่นับเป็นการดำเนินการร่วมครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 เมื่อสหรัฐฯ และญี่ปุ่น รวมถึงสมาชิกกลุ่ม G7 อื่นๆ ได้ร่วมกันขายเงินเยนเพื่อหยุดยั้งการแข็งค่าของเงินเยนหลังจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่
ก่อนหน้านี้ ค่าเงินเยนร่วงลงแตะระดับ 163.99 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่ปี 1986 ก่อนจะกลับมาแข็งค่าหลังการแทรกแซง โดยเมื่อวันศุกร์ ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 157.40 เยนต่อดอลลาร์ และในวันจันทร์แข็งค่าต่อเนื่องแตะระดับ 155.23 เยนต่อดอลลาร์ ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าอาจมีการแทรกแซงเพิ่มเติมในระยะอันใกล้
ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น กล่าวว่า การดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อรับมือกับความผันผวนที่รุนแรงและการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนที่ผิดปกติในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่าทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ต่างประเมินสถานการณ์แล้วเห็นพ้องว่าการแทรกแซงตลาดเป็นสิ่งจำเป็น
ด้านสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ พร้อมเข้าร่วมการแทรกแซงตลาดร่วมกับญี่ปุ่นอีก หากสถานการณ์จำเป็น พร้อมแสดงการสนับสนุนมาตรการด้านการเงินและนโยบายเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในการแก้ไขภาวะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า การดำเนินการร่วมกันครั้งนี้เป็น "สัญญาณแห่งมิตรภาพ" ระหว่างสองประเทศ และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมยืนยันว่า สหรัฐฯ พร้อมให้ความช่วยเหลือญี่ปุ่นเมื่อมีความจำเป็น
การแทรกแซงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับค่าเงินเยนที่อ่อนค่าต่อเนื่อง จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ซึ่งยังอยู่ในระดับสูง โดย ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1.0% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี แต่ยังต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่อยู่ในกรอบ 3.50-3.75% อย่างมาก
ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวทำให้นักลงทุนจำนวนมากใช้กลยุทธ์ Carry Trade หรือกู้ยืมเงินเยนที่มีต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากญี่ปุ่นและกดดันให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเผชิญปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งภาระหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล การลดลงของประชากรวัยแรงงาน ผลิตภาพทางเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ และการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานซึ่งซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์ ทำให้ค่าเงินเยนมีความเปราะบางมากขึ้น
นักวิเคราะห์จาก Oxford Economics ระบุว่า การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าร่วมแทรกแซงครั้งนี้สะท้อนว่า วอชิงตันมองว่าการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินเยนและตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงที่ต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐฯ จะปรับตัวสูงขึ้นจากความปั่นป่วนในตลาดการเงิน
ขณะที่ ไมเคิล หว่าน นักเศรษฐศาสตร์จาก MUFG มองว่า แม้การแทรกแซงร่วมจะสามารถลดแรงเก็งกำไรและชะลอความผันผวนของค่าเงินได้ในระยะสั้น แต่การที่เงินเยนจะแข็งค่ากลับมาอย่างยั่งยืน ยังจำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ในระยะยาว.