รัฐสภาเมียนมาภายใต้การหนุนหลังของกองทัพ ผ่านร่างกฎหมายต้านอาชญากรรมทางออนไลน์ฉบับใหม่ กำหนดบทลงโทษขั้นสูงสุดถึง "ประหารชีวิต" สำหรับผู้ที่ก่อเหตุหน่วงเหนี่ยวกักขัง ใช้ความรุนแรง หรือทรมานเหยื่อเพื่อบังคับให้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ออนไลน์ ตลอดจนกรณีที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต หวังลดแรงกดดันจากนานาชาติ โดยเฉพาะจีนและสหรัฐฯ
รัฐสภาเมียนมาซึ่งอยู่ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลที่นำโดยกองทัพ มีมติเห็นชอบ ร่างกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ โดยกำหนดโทษประหารชีวิตสำหรับผู้ที่ลักพาตัว กักขัง ทรมาน หรือใช้ความรุนแรงบังคับให้บุคคลทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์
การผ่านกฎหมายครั้งนี้ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของรัฐบาลชุดใหม่ที่มีพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย เป็นประธานาธิบดี หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ภายหลังการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาชาติว่าไม่เสรีและไม่เป็นธรรม
นายอ่อง ลิน ด่วย ประธานรัฐสภาเมียนมา ประกาศการผ่านร่างกฎหมายระหว่างการถ่ายทอดสดจากกรุงเนปิดอว์ ขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายอาย ชาน เปิดเผยว่า บทลงโทษประหารชีวิตยังคงอยู่ในกฎหมายฉบับสุดท้าย โดยสาระสำคัญแทบไม่แตกต่างจากร่างที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม
ร่างกฎหมายกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี จนถึงจำคุกตลอดชีวิต หรือโทษประหารชีวิต สำหรับผู้ที่ใช้ความรุนแรง ทรมาน กักขัง หรือปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างโหดร้าย เพื่อบังคับให้ร่วมกระทำความผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์
นอกจากนี้ หากการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับ โทษประหารชีวิต ขณะที่ผู้ดำเนินการหรือบริหารศูนย์หลอกลวงออนไลน์ รวมถึงผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการหลอกลวงผ่านสกุลเงินดิจิทัล อาจถูกลงโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมียนมากลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน ซึ่งกลุ่มอาชญากรรมใช้หลอกลวงเหยื่อทั่วโลก ทั้งการหลอกให้รัก การลงทุนปลอม และการหลอกลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี
แม้อุตสาหกรรมดังกล่าวดึงดูดแรงงานที่สมัครใจเข้าทำงานจำนวนมาก แต่มีชาวต่างชาติหลายพันคนที่ถูกหลอกหรือค้ามนุษย์เข้าสู่ศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา ก่อนถูกกักขัง ทำร้ายร่างกาย และบังคับให้หลอกลวงเหยื่อผ่านระบบออนไลน์
รัฐบาลเมียนมาเผชิญแรงกดดันจากหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและสหรัฐอเมริกา ให้เร่งปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุในรายงานล่าสุดว่า ปฏิบัติการปราบปรามของหลายประเทศ รวมถึงเมียนมา ไม่ได้ทำให้เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ยุติการดำเนินงาน แต่เพียงทำให้กลุ่มอาชญากรรมย้ายฐานไปยังพื้นที่ใหม่ โดยเฉพาะในกัมพูชา รวมถึงพื้นที่ชายแดนของเมียนมาและลาว
รายงานยังระบุว่า เครือข่ายอาชญากรรมที่มีต้นกำเนิดจากจีนยังคงเป็นกำลังหลักในการบริหารศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษและพื้นที่ชายแดนของเมียนมา กัมพูชา และลาว โดยในพื้นที่สู้รบของเมียนมา กลุ่มติดอาวุธนอกภาครัฐบางส่วนก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบอาชญากรรมดังกล่าวเช่นกัน
ที่ผ่านมา ศูนย์หลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ เช่น KK Park และ ชเวโก๊กโก่ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายแดนไทย ถูกเจ้าหน้าที่เข้าปราบปรามหลายครั้ง ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนย้ายฐานไปยังกัมพูชาแทน
นางนาว ยูซานา วาห์ สมาชิกวุฒิสภาเมียนมา ยอมรับว่า การปราบปรามยังเผชิญอุปสรรคจำนวนมาก เนื่องจากมีหลายกลุ่มติดอาวุธและองค์กรต่าง ๆ เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายนี้
ทั้งนี้ มิน อ่อง หล่าย เป็นผู้นำการรัฐประหารเมื่อปี 2021 โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนางออง ซาน ซู จี จนนำไปสู่สงครามกลางเมืองที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน และคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 100,000 คน ตามการประเมินของหลายองค์กรติดตามสถานการณ์
แม้หลังรับตำแหน่งประธานาธิบดี มิน อ่อง หล่าย จะเคยประกาศลดโทษประหารชีวิตทั้งหมดในเดือนเมษายน แต่กฎหมายฉบับใหม่กลับเปิดทางให้มีการใช้โทษประหารชีวิตอีกครั้งกับความผิดเกี่ยวกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์ สะท้อนท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลต่ออาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังขยายตัวในภูมิภาค.
ที่มา AFP