เจ้าหน้าที่ของอิหร่านระบุว่า พวกเขาจะหยุดการโจมตีตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงทำแบบเดียวกัน หลังจากกองทัพอเมริกันชะลอการโจมตีในตะวันออกกลางท่ามกลางรายงานเรื่องคลังกระสุนร่อยหรอ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส ว่า อิหร่านจะหยุดการโจมตีของตัวเองตราบใดที่สหรัฐฯ ทำแบบเดียวกัน หลังจากกองทัพสหรัฐฯ ชะลอการโจมตีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางรายงานว่า ที่ปรึกษาของ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความกังวลเรื่องการขาดเป้าหมายในการโจมตี และกระสุนร่อยหรอ
หลังจากสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศเข้าใส่เป้าหมายต่างๆ ในอิหร่าน บริเวณชายฝั่งติดช่องแคบฮอร์มุซ ต่อเนื่องนานถึง 13 คืน กระทรวงกลาโหมก็ตัดสินใจระงับปฏิบัติการดังกล่าวเมื่อกลางวันศุกร์ (24 ก.ค.) และจากนั้นก็ไม่รายงานการโจมตีจากฝ่ายสหรัฐฯ อีกทั้งในวันเสาร์และวันอาทิตย์
ด้านอิหร่าน ซึ่งที่ผ่านมาโต้ตอบการโจมตีของสหรัฐฯ ในแต่ละคืนด้วยการยิงถล่มใส่ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ ก็ได้ชะลอการยิงมาเป็นเวลาสองวันแล้วเช่นกัน
เจ้าหน้าที่อิหร่านซึ่งขอไม่เปิดเผยนาม ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ว่า จุดยืนของเตหะราน “ยังคงเป็น “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” หากการโจมตียุติลง อิหร่านก็ว่าจะยุติการปฏิบัติการด้วยเช่นกัน ข้อความนี้ถูกส่งต่อไปยังสหรัฐอเมริกาแล้ว”
ก่อนหน้านี้ นายไมค์ วอลตซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ กล่าวในรายการ "Fox News Sunday" และสื่ออื่น ๆ ของสหรัฐฯ ว่า ทรัมป์ตัดสินใจระงับการโจมตีชั่วคราวเพื่อเปิดโอกาสให้กับการทูตมากขึ้น
“เขาเปิดพื้นที่ว่างให้กับการเจรจา เขากำลังให้เวลาและช่องว่างเล็กน้อย” วอลตซ์กล่าว โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
ส่วนสาเหตุที่สหรัฐฯ หยุดโจมตี เจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ ซึ่งไม่ขอเปิดเผยนามบอกกับสื่ออเมริกันว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้เตือนว่าการทิ้งระเบิดตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งอิหร่านจากการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ได้ทำลายเป้าหมายที่เลือกไว้ล่วงหน้าไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว
เจ้าหน้าที่คนเดิมเสริมว่า การกลับมาปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่อีกครั้งยังคงเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม เตือนประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการส่วนตัวว่า เรื่องนี้มีความเสี่ยงเนื่องจากส่งผลกระทบเชิงลบต่อคลังกระสุน ซึ่งรวมถึงระบบขีปนาวุธสกัดกั้นที่ป้องกันทางอากาศของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางด้วย
สำนักงานของเคนและกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเรื่องรายงานดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนนายวอลตซ์จะยอมรับเรื่องดังกล่าว โดยเขาพูดในรายการ "Meet the Press" ทางช่อง NBC ว่า กองทัพสหรัฐฯ “มีทุกอย่างที่จำเป็น” แต่ก็ระบุด้วยว่าเมื่อกระทรวงกลาโหมได้รับสืบทอดภาวะคลังอาวุธที่ร่อยหรอมาจากรัฐบาลชุดก่อนของประธานาธิบดี โจ ไบเดน
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : reuters
