ถอดรหัสแผนรัฐบาลทรัมป์ จากกฎหมายภาวะฉุกเฉิน สู่การใช้กฎหมายการค้าและประเด็นแรงงานบังคับเป็นฐานทางกฎหมาย เพื่อรักษานโยบายภาษีและเดินหน้าสงครามการค้ากับทั่วโลก แม้ต้องเผชิญการตรวจสอบจากศาล
แม้ศาลสูงสหรัฐจะมีคำวินิจฉัยว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับสะท้อนว่า ทำเนียบขาวไม่ได้ล้มเลิกนโยบายสงครามการค้า แต่เป็นเพียงการเลือกใช้กฎหมายคนละฉบับ เพื่อรักษามาตรการภาษีเอาไว้
CNN เปรียบเทียบการเดินเกมภาษีของรัฐบาลทรัมป์ออกเป็น 3 แผน ได้แก่ แผน A ที่อาศัยกฎหมายภาวะฉุกเฉิน (IEEPA) ในการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ ก่อนจะถูกศาลตีตกไป ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ แผน B คือการหันไปใช้กฎหมายการค้าอีกฉบับเพื่อคงมาตรการภาษีไว้เป็นการชั่วคราว 150 วัน และเมื่อมาตรการดังกล่าวหมดอายุลง รัฐบาลทรัมป์ก็ไม่รอช้าที่จะเดินหน้า แผน C ด้วยการอาศัยกฎหมายการค้าอีกฉบับ ที่หยิบประเด็นแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานมาเป็นฐานทางกฎหมายในการออกมาตรการภาษีรอบใหม่
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 หลังทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) หรือกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ เพื่อประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าหลายแห่ง โดยให้เหตุผลว่าการขาดดุลการค้าและการพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐ มาตรการดังกล่าวทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 15% และกระทบสินค้านำเข้ามูลค่าราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ก่อนที่ศาลสูงจะวินิจฉัยว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษีศุลกากรในวงกว้าง ส่งผลให้มาตรการดังกล่าวถูกยกเลิก
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ยุตินโยบายดังกล่าว แต่ยังหันไปใช้อำนาจตาม Section 122 ของ Trade Act ปี 1974 ซึ่งเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถเรียกเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้าได้เป็นเวลา 150 วัน แม้อัตราภาษีเฉลี่ยจะลดลงเหลือราว 11.7% แต่มาตรการดังกล่าวยังคงครอบคลุมสินค้านำเข้ามูลค่ากว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 24 กรกฎาคม
เมื่อมาตรการชั่วคราวสิ้นสุดลง รัฐบาลทรัมป์จึงประกาศมาตรการภาษีชุดใหม่ ซึ่งสื่อสหรัฐเรียกว่า แผน C โดยครั้งนี้ไม่ได้อาศัยกฎหมายภาวะฉุกเฉินเหมือนเดิม แต่หันไปใช้กฎหมายการค้าอีกฉบับ พร้อมอ้างผลการสอบสวนเกี่ยวกับการค้าที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน เป็นเหตุผลทางกฎหมายในการดำเนินมาตรการภาษีต่อประเทศคู่ค้าจาก 60 ประเทศทั่วโลก ในอัตรา 10% ถึง 12.5% รวมถึง ไทยที่โดนในอัตรา 12.5 %
นักวิเคราะห์มองว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เป้าหมายของนโยบาย แต่เป็นเครื่องมือทางกฎหมาย ที่รัฐบาลเลือกใช้ เพราะเป้าหมายหลักของทรัมป์ยังคงเป็นการรักษากำแพงภาษีเพื่อลดการขาดดุลการค้า กระตุ้นการผลิตภายในประเทศ และกดดันประเทศคู่ค้าให้กลับมาเจรจากับสหรัฐ ขณะที่ เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวต่อวุฒิสภาว่าสิ่งที่เปลี่ยนมีเพียงอำนาจทางกฎหมายที่รัฐบาลใช้ แต่ยุทธศาสตร์การค้าไม่ได้เปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจำนวนหนึ่งมองว่า แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนฐานกฎหมายในการออกมาตรการ แต่ก็ยังมีโอกาสถูกท้าทายในชั้นศาลอีกครั้ง หากศาลเห็นว่าการใช้กฎหมายการค้าเพื่อออกมาตรการภาษีในวงกว้างเกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะใช้กฎหมายฉบับใด ต้นทุนของภาษีนำเข้าก็ยังมีแนวโน้มถูกผลักไปยังผู้นำเข้า ภาคธุรกิจ และผู้บริโภคชาวอเมริกัน ผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น
หากมองในภาพรวม สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า สงครามภาษีของทรัมป์ไม่ได้หยุดลงเพราะคำตัดสินของศาล แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการเดินเกม จากการใช้อำนาจภาวะฉุกเฉิน ไปสู่การใช้กฎหมายการค้าและเหตุผลทางกฎหมายในรูปแบบใหม่ เพื่อรักษานโยบาย "America First" เอาไว้ และหากมาตรการชุดใหม่ต้องเผชิญการฟ้องร้องอีกครั้ง ก็อาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากในอนาคตจะมีแผน D ตามมาอีก.
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ