รัฐบาลทรัมป์สั่งเก็บภาษีศุลกากรชุดใหม่กับสินค้าจาก 60 ประเทศทั่วโลก รวมถึง ไทย ในอัตรา 10% ถึง 12.5% โดยอ้างว่าเป็นการลงโทษที่ปล่อยให้มีการบังคับใช้แรงงาน ซึ่งสร้างความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค. 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าจะเริ่มเก็บภาษีศุลกากรใหม่ในอัตราสูงสุด 12.5% กับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ จำนวน 60 ประเทศ เริ่มตั้งแต่ 00.01 น. ของวันศุกร์นี้เป็นต้นไป โดยอ้างเหตุผลว่า เป็นการลงโทษประเทศเหล่านี้ที่การสืบสวนภายในมาตรา 301 (Section 301) พบว่าล้มเหลวในการปราบปรามการบังคับใช้แรงงาน
ประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่จาก 60 ประเทศที่สหรัฐฯ สืบสวนแล้ว จะต้องเผชิญกับอัตราภาษี 12.5% รวมถึง ไทย, เวียดนามและจีน
แต่จะมีการใช้อัตราภาษีที่ต่ำกว่าคือ 10% กับ 17 ประเทศที่มีกฎหมายสั่งห้ามบังคับใช้แรงงานอยู่บ้าง ได้แก่ อาร์เจนตินา, บังกลาเทศ, กัมพูชา, แคนาดา, เอกวาดอร์, เอลซัลวาดอร์, กัวเตมาลา, ฮอนดูรัส, อินเดีย, อินโดนีเซีย, จอร์แดน, มาเลเซีย, เม็กซิโก, ปากีสถาน, ศรีลังกา, ตรินิแดดแอนด์โตเบโก และสหราชอาณาจักร
ขณะที่ประเทศคู่ค้าอีก 5 แห่ง ซึ่งรวมถึงสหภาพยุโรป (EU), ไต้หวัน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ จะต้องเผชิญกับการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม เพื่อปรับให้อัตราภาษีสำหรับประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษที่สุด (MFN) รวมทั้งหมดขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 10% หรือ 12.5%
อย่างไรก็ตาม มีสินค้าส่งออกบางชนิดที่ได้รับการยกเว้นภาษี เช่น น้ำมันและก๊าซ สินค้าที่ไม่สามารถผลิตได้ในสหรัฐฯ หรือสินค้าที่อาจก่อให้เกิดการชะงักงันทางเศรษฐกิจ สินค้าที่การเก็บภาษีไม่ได้ช่วยขจัดพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงสินค้าอย่างเหล็กกล้าซึ่งถูกครอบคลุมด้วยภาษีเฉพาะอยู่แล้ว
นอกจากนี้ สินค้าจำนวนมากที่ปฏิบัติตามข้อตกลงสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าที่เซ็นสัญญาในยุครัฐบาลทรัมป์สมัยแรก ก็ได้รับการยกเว้นเช่นกัน
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอธิบายว่า มาตรการนี้เป็น “การดำเนินการด้านสิทธิแรงงานระหว่างประเทศที่ครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ หรือประเทศใดๆ เคยทำมา”
เจ้าหน้าที่บอกกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลทรัมป์มองว่าการบังคับใช้แรงงานไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ประเทศที่ไม่บังคับใช้กฎหมายห้ามบังคับใช้แรงงานยังกอบโกย “ความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม” เหนือสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
นี่นับเป็นความพยายามล่าสุดของประธานาธิบดีทรัมป์ในการฟื้นฟูระบบภาษีศุลกากรทั่วโลกของเขา หลังจากคำตัดสินของศาลสูงสุดเมื่อช่วงต้นปียกเลิกมาตรการเก็บภาษีต่างตอบแทน ที่ทรัมป์เรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก โดยศาลตัดสินว่า ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจในการจัดเก็บภาษีอย่างผิดกฎหมาย
เกือบจะทันทีหลังคำตัดสินของศาลสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ ทรัมป์ก็สั่งเก็บภาษี 10% สำหรับสินค้านำเข้าส่วนใหญ่จากทั่วโลก โดยใช้กฎหมายที่เรียกว่า มาตรา 122 (Section 122) ซึ่งมอบอำนาจให้ประธานาธิบดีจัดการกับปัญหาดุลการชำระเงิน แต่ทว่าอำนาจตามกฎหมายนั้นมีอายุเพียง 150 วันเท่านั้น
ภาษีตามมาตรา 122 จะหมดอายุในเวลา 00.01 น. วันศุกร์นี้ (24 ก.ค.) และจะถูกแทนที่ด้วยมาตรการภาษีใหม่ล่าสุด ซึ่งออกภายใต้กฎหมายอีกฉบับคือ มาตรา 301 ที่อนุญาตให้เก็บภาษีที่มีผลระยะยาวกว่าเพื่อตอบโต้พฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม แต่ต้องทำหลังจากรัฐบาลทำการสอบสวนแล้วเท่านั้น ซึ่งสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ของนายเจมีสัน เกรียร์ เพิ่งเสร็จสิ้นการสอบสวนในสัปดาห์นี้
ปัจจุบัน รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังดำเนินการสอบสวนภายใต้มาตรการ 301 อีกหลายคดี และอาจนำไปสู่การเก็บภาษีเพิ่มเติม โดยการสอบสวนคดีหนึ่งได้จุดชนวนให้เกิดการเก็บภาษี 25% กับบราซิลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และสหรัฐฯ เริ่มการสอบสวนอีก 16 ประเทศ ว่ามีการสร้าง "กำลังการผลิตส่วนเกิน" ในภาคการผลิตอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ด้วย
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cbsnews