แอนดี เบอร์แนม นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักร ประกาศเดินหน้ามาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤตค่าครองชีพทันทีในการทำงานวันที่สอง โดยเตรียมยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับค่าไฟฟ้าในครัวเรือน มีผลเดือนตุลาคมนี้ หวังช่วยลดภาระรายจ่ายให้ประชาชนและประหยัดเงินเฉลี่ย 45 ปอนด์ หรือราว 2,000 บาทต่อปี โดยจะนำงบประมาณมาจากการยกเลิกโครงการบัตรประจำตัวดิจิทัลของรัฐบาลชุดเดิม

แอนดี เบอร์แนม นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักร เปิดตัวมาตรการเศรษฐกิจชุดแรกในวันนี้ (21 ก.ค.) ด้วยการประกาศ ยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพที่ประชาชนเผชิญมายาวนาน

มาตรการดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่หน่วยงานกำกับดูแลด้านพลังงานของอังกฤษคาดว่าจะปรับเพิ่มเพดานราคาค่าไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ อันเป็นผลจากความผันผวนของตลาดพลังงานหลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

รัฐบาลระบุว่า การยกเลิกภาษีครั้งนี้จะช่วยให้ครัวเรือนอังกฤษประหยัดค่าไฟได้เฉลี่ย 45 ปอนด์ต่อปี (ประมาณ 2,034 บาท) จากค่าไฟเฉลี่ยต่อครัวเรือนที่อยู่ราว 1,862 ปอนด์ต่อปี โดยมาตรการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อครัวเรือนรายได้น้อย ซึ่งต้องใช้สัดส่วนรายได้จำนวนมากไปกับค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

เบิร์นแฮมกล่าวว่า รัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการอย่างเร่งด่วนเพื่อลดภาษีค่าไฟ เพิ่มรายได้ในกระเป๋าของประชาชน และสร้างความหวังให้กลับคืนมา พร้อมย้ำว่าประชาชนควรได้รับ "พื้นที่หายใจ" มากขึ้นจากภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง

รัฐบาลประเมินว่า มาตรการดังกล่าวจะใช้งบประมาณประมาณ 850 ล้านปอนด์ (ราว 38,400 ล้านบาท) ในปีงบประมาณปัจจุบัน โดยจะนำเงินมาจากการยกเลิกโครงการบัตรประจำตัวประชาชนดิจิทัล (Digital ID) ของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งมีมูลค่าโครงการประมาณ 1,800 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวถูกตั้งคำถามจากนายดาร์เรน โจนส์ อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลของเคียร์ สตาร์เมอร์ ซึ่งระบุว่า โครงการ Digital ID ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นทางการ จึงยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะนำเงินส่วนใดมาสนับสนุนมาตรการลดภาษีค่าไฟ และเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดในการแถลงงบประมาณครั้งต่อไป

วิกฤตราคาพลังงานถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันค่าครองชีพของชาวอังกฤษให้พุ่งสูงขึ้น นับตั้งแต่ราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกทะยานขึ้นหลังรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนในปี 2022 แม้ว่าราคาจะเริ่มปรับลดลงในช่วงกลางปี 2023 แต่ยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤตประมาณ 60% และกลับมาปรับเพิ่มอีกครั้งจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ด้านเครือข่าย End Fuel Poverty Coalition ซึ่งรณรงค์แก้ปัญหาความยากจนด้านพลังงาน แสดงความยินดีกับมาตรการดังกล่าว โดยมองว่าเป็นสัญญาณเชิงบวกจากรัฐบาลใหม่ แต่เห็นว่ายังไม่เพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชนหลายล้านคนที่ยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระดับสูง และมีหนี้ค้างชำระค่าไฟสะสมจากช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน เบิร์นแฮมยังยืนยันว่าจะดำเนินนโยบายภายใต้ วินัยทางการคลังอย่างเข้มงวด เช่นเดียวกับรัฐบาลชุดก่อน โดยจะรักษาสมดุลระหว่างรายได้จากภาษีกับรายจ่ายประจำของภาครัฐ แม้จะเดินหน้าออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีในช่วงที่ผ่านมา

ในวันเดียวกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษเปิดเผยว่า การกู้ยืมของภาครัฐในเดือนมิถุนายนลดลงเหลือ 16,000 ล้านปอนด์ ลดลงประมาณหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดการเงิน แม้ ONS จะเตือนว่าระดับหนี้สาธารณะของประเทศยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานในอดีต

ด้าน จอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ ระบุว่า การรักษาวินัยการคลังเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดของรัฐบาล เพราะเป็นรากฐานของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

เบิร์นแฮมซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันจันทร์ ยังประกาศเป้าหมายระยะยาวในการฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมของสหราชอาณาจักร เร่งก่อสร้างที่อยู่อาศัยของรัฐ และอาจพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่น การควบคุมค่าโดยสารรถประจำทาง เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน หลังเศรษฐกิจอังกฤษยังฟื้นตัวได้ช้าตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศจะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอังกฤษจะเติบโตได้ดีกว่าหลายประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในปีนี้ก็ตาม.


ที่มา GOV.UK / Reuters