ศาลอินโดนีเซียตัดสินจำคุกสมาชิกเครือข่ายค้าทารกข้ามชาติ 19 ราย ตั้งแต่ 3 ปี 4 เดือน ถึง 7 ปี หลังก่อเหตุต้มตุ๋นและขายเด็กทารกอย่างน้อย 34 รายให้กับคู่รักในอินโดนีเซียและสิงคโปร์ โดยอ้างเป็นการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม พบผู้บงการเป็นหญิงวัย 70 ปี รับสารภาพส่งทารกไปสิงคโปร์ฟันรายได้หลายแสนบาทต่อหัว

ศาลแขวงเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย มีคำพิพากษาวันนี้ (21 ก.ค.) ให้ลงโทษจำคุกสมาชิกขบวนการค้ามนุษย์ที่ลักลอบขายทารกจำนวน 19 คน หลังมีความผิดฐานนำทารกไปขายโดยแอบอ้างว่าเป็นการรับบุตรบุญธรรม ทั้งในอินโดนีเซียและสิงคโปร์ ระหว่างปี 2022-2025

ศาลระบุว่าจำเลยทั้ง 18 หญิง และ 1 ชาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายทารกอย่างน้อย 34 คน โดยเด็กบางส่วนถูกส่งไปยังประเทศสิงคโปร์ และมีการซื้อขายในราคาหลายพันดอลลาร์สิงคโปร์ต่อคน

ผู้ที่ได้รับโทษสูงสุดคือ ลี่ ซิ่ว หลวน หรือ ลิลี วัย 70 ปี ซึ่งศาลชี้ว่าเป็นหัวหน้าและผู้บงการเครือข่ายทั้งหมด โดยทำหน้าที่รับสมัครสมาชิกและวางแผนการดำเนินงาน ถูกตัดสินจำคุก 7 ปี ขณะที่ อัสตรี ฟิตรินิกา อายุ 26 ปี และ จากา ฮัมดานี อายุ 35 ปี ซึ่งเป็นชายเพียงคนเดียวในคดี ถูกตัดสินจำคุก 6 ปี 7 เดือน ในฐานะผู้จัดหาทารกเข้าสู่ขบวนการ

ส่วน ไหล ซิ่ว ฮา อายุ 60 ปี ถูกตัดสินจำคุก 6 ปี 7 เดือน เช่นกัน จากความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารเพื่อปกปิดที่มาของเด็ก ขณะที่ เอลิน มาร์ลินา ซึ่งช่วยจัดหาทารกให้เครือข่าย ได้รับโทษเท่ากัน ด้านจำเลยอีก 14 คน ซึ่งมีบทบาทรอง เช่น การแอบอ้างเป็นบิดามารดาของเด็กในสูติบัตรปลอม หรือร่วมวิดีโอคอลกับผู้ประสงค์รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ถูกตัดสินจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน

ศาลยังมีคำสั่งให้ ทารก 8 คน ที่ได้รับการช่วยเหลือระหว่างการจับกุมเครือข่ายเมื่อปีที่ผ่านมา อยู่ในความดูแลของหน่วยงานสวัสดิการสังคมจังหวัดชวาตะวันตก

...

อย่างไรก็ตาม อัยการ คูคู กันตินา เปิดเผยหลังการพิจารณาคดีว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถระบุตัวนายหน้ารับบุตรบุญธรรมในสิงคโปร์ได้ จึงยังไม่ทราบชะตากรรมของทารกที่ถูกส่งไปยังประเทศดังกล่าว และตำรวจจะเดินหน้าสืบสวนต่อไป

แม้ว่าศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหมด แต่โทษที่ได้รับยังต่ำกว่าที่อัยการร้องขอ โดยก่อนหน้านี้อัยการขอให้ลงโทษจำคุก 10 ปี แก่จำเลยหลัก 5 คน และจำคุก 5 ปี สำหรับจำเลยที่เหลือ

ทั้งฝ่ายอัยการและจำเลยยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา โดยผู้ปลอมแปลงเอกสารประกาศทันทีว่าจะยื่นอุทธรณ์ ขณะที่หัวหน้าเครือข่ายและผู้จัดหาทารกยอมรับคำตัดสินของศาล

จากเอกสารคำให้การในศาล ลิลียอมรับว่าได้ส่งทารกไปยังสิงคโปร์อย่างน้อย 12 คน โดยได้รับค่าตอบแทน 17,000-21,600 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 430,000-550,000 บาท) ต่อเด็กหนึ่งคน

เธอให้การว่า ปลายปี 2022 มีชายที่ใช้ชื่อว่า "จอห์น" ติดต่อมาแจ้งว่ามีคู่สามีภรรยาชาวสิงคโปร์ต้องการรับเด็กชาวอินโดนีเซียเป็นบุตรบุญธรรม จากนั้นเธอได้ติดต่อคู่สามีภรรยาชาวอินโดนีเซียในจังหวัดกาลีมันตันตะวันตก ซึ่งไม่มีเงินเพียงพอสำหรับค่าคลอดบุตร และเสนอจ่ายเงิน 58 ล้านรูเปียห์ เพื่อแลกกับการรับเด็กไป หลังจากหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าเอกสาร และค่าดำเนินการ ลิลีระบุว่าเธอได้รับกำไรประมาณ 2,000-3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อเด็กหนึ่งคน

นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่ใช้ชื่อ "Petter", "Mr Tan" และ "Mr Chew" ซึ่งลิลีระบุว่าเป็นนายหน้ารับบุตรบุญธรรมในสิงคโปร์ ติดต่อซื้อทารกจากเธออย่างต่อเนื่อง โดยขณะกำลังดำเนินการส่งเด็กคนที่สามให้กับ "Mr Tan" เจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุมเธอในเดือนกรกฎาคม 2568

ผลการสอบสวนพบว่า สมาชิกขบวนการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และเข้าร่วมกลุ่มรับบุตรบุญธรรมบนอินเทอร์เน็ตเพื่อติดต่อหญิงตั้งครรภ์หรือครอบครัวที่ต้องการยกบุตรให้ผู้อื่น โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชวาตะวันตก พร้อมเสนอเงินตอบแทน 9-15 ล้านรูเปียห์ เพื่อจูงใจให้มอบทารก

เมื่อได้ตัวเด็กแล้ว เครือข่ายจะปลอมแปลงสูติบัตรและเอกสารราชการ โดยให้สมาชิกในขบวนการสวมรอยเป็นบิดามารดาหรือผู้ปกครอง เพื่อให้เด็กสามารถทำหนังสือเดินทางและเอกสารที่ใช้ในการดำเนินกระบวนการรับบุตรบุญธรรมในสิงคโปร์ได้

เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียจับกุมสมาชิกเครือข่ายทั้งหมดเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา จากการบุกค้นพร้อมกันหลายจุดในเมืองบันดุง กรุงจาการ์ตา และเมืองปอนเตียนัก ซึ่งใช้เป็นสถานที่พักทารกระหว่างรอส่งออกนอกประเทศ

คดีดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางทั้งในอินโดนีเซียและสิงคโปร์ โดยรัฐบาลสิงคโปร์ยืนยันว่าได้ประสานงานกับทางการอินโดนีเซียอย่างใกล้ชิด พร้อมตรวจสอบว่ากระบวนการรับบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศมีช่องโหว่ที่ต้องปรับปรุงหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ความยากจน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการค้ามนุษย์ในรูปแบบนี้ ขณะที่ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการรับบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย รวมถึงการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ที่ง่ายขึ้น ทำให้ขบวนการสามารถเชื่อมโยงหญิงตั้งครรภ์และผู้ต้องการรับเด็กไปเลี้ยงได้อย่างรวดเร็ว แม้จะอยู่คนละจังหวัดหรือคนละประเทศก็ตาม.


ที่มา CNA