กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ในคืนวันเสาร์ หลังจากเปิดเผยข่าวการเสียชีวิตของทหาร 2 นาย จากการโจมตีของอิหร่านในประเทศจอร์แดน โดยระบุว่าการโจมตีนี้เป็นการลงโทษกองทัพอิหร่าน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (18 ก.ค.) ว่า ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่อิหร่านระลอกใหม่แล้ว เพื่อลงโทษกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่านอย่างรวดเร็ว ต่อกรณีการโจมตีในจอร์แดน ซึ่งทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต 2 นาย สูญหายอีก 1 นาย และบาดเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาลอีก 4 นาย
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อบั่นทอนขีดความสามารถของอิหร่าน ในการขัดขวางการเดินเรือของเรือสินค้าต่างๆ ที่ต้องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
รายงานความสูญเสียล่าสุด ทำให้จำนวนเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ ที่เสียชีวิตนับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. เพิ่มขึ้นเป็น 16 นายแล้ว และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 430 นาย
ทั้งนี้ เซนต์คอม (CENTCOM) โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า “เมื่อวันที่ 17 ก.ค. เจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ 2 นายในจอร์แดน เสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ และกองกำลังพันธมิตรร่วมกันป้องกันการโจมตีด้วยขีปนาวุธทิ้งตัวและโดรนจากอิหร่าน นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีเจ้าหน้าที่ทหารอีก 1 นายที่ยังคงสูญหายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่”
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนเกิดการโจมตีในจอร์แดน โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกมาเตือนถึง “บทเรียนที่ยากจะลืมเลือน” หากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าโจมตีสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ต่อไป
ถ้อยแถลงดังกล่าวซึ่งถูกนำมาอ่านออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาล ระบุด้วยว่า ลายเซ็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ นั้น “ไร้ค่าและไม่มีผลบังคับใช้” ขณะที่ตัวแทนเจรจาของอิหร่านกล่าวว่า รัฐบาลเตหะรานกำลังระงับข้อผูกพันภายใต้ข้อตกลงชั่วคราวที่ได้ลงนามไปเมื่อราวหนึ่งเดือนก่อน
...
ประกาศของเตหะรานในครั้งนี้ได้สะบั้นสายสัมพันธ์อันเปราะบางอีกเส้นหนึ่งลง ในขณะที่สงครามยังคงไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลง ในตอนนี้คาเมเนอีได้เตือนถึง “บทเรียน” ที่ไม่เพียงแต่มาจากอิหร่านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มตัวแทนติดอาวุธในภูมิภาค โดยเรียกพวกเขาว่าเป็น อักษะแห่งการต่อต้าน
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนภัยการเดินทางทั่วโลกเนื่องจากความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cna
