คณะกรรมการสอบสวนอิสระของฮ่องกงสรุปสำนวนคดีเพลิงไหม้ครั้งประวัติศาสตร์ที่อาคารพักอาศัย "หวังฟุกคอร์ท" ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 168 ศพเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ชี้ชัดเป็นโศกนาฏกรรมที่ "ป้องกันได้แต่กลับไม่มีการป้องกัน" เผยบริษัทที่ปรึกษาและผู้รับเหมาสมคบคิดกันลดสเปกวัสดุ ปิดระบบดับเพลิงเพื่อซ่อมแซม และหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ขณะที่ระบบกำกับดูแลของภาครัฐล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเพราะปล่อยให้ผู้ประกอบการควบคุมกันเอง

คณะกรรมการอิสระที่มีผู้พิพากษาเป็นประธาน ซึ่งทำหน้าที่สอบสวนเหตุเพลิงไหม้อาคารชุด "หวังฟุกคอร์ต (Wang Fuk Court) ในเขตต่ายโป ของฮ่องกง ได้สรุปการไต่สวน โดยระบุว่า เหตุเพลิงไหม้ครั้งร้ายแรงที่สุดของฮ่องกงในรอบหลายทศวรรษ "เป็นโศกนาฏกรรมที่สามารถป้องกันได้ แต่กลับไม่มีการป้องกัน"

นาย วิกเตอร์ ดอว์ส ทนายความประจำคณะกรรมการ กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ สามารถคาดการณ์ได้ แต่ไม่มีผู้ใดคาดการณ์อย่างจริงจัง จนทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วและสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยในระหว่างการกล่าวสรุป มีอดีตผู้อยู่อาศัยหลายคนที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัวถึงกับหลั่งน้ำตาภายในห้องพิจารณา

หลักฐานที่นำเสนอในการไต่สวนระบุว่า ต้นเพลิงมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกิดจาก ก้นบุหรี่ที่ถูกทิ้งไม่ถูกวิธี ระหว่างโครงการปรับปรุงอาคาร ขณะเกิดเหตุ อาคารสูงจำนวน 8 หลัง อยู่ระหว่างการซ่อมแซม โดยมีนั่งร้านไม้ไผ่คลุมด้วยตาข่ายและแผ่นโฟมรอบอาคาร ทำให้เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปยัง 7 จาก 8 อาคาร

คณะกรรมการยังพบว่า ระบบเตือนไฟไหม้และระบบสายฉีดน้ำดับเพลิงถูกปิดใช้งานระหว่างการก่อสร้าง ขณะที่หน้าต่างหลายจุดถูกปิดทับด้วยแผ่นโฟม ทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์ภายนอกได้

...

การสอบสวนระบุว่า ผู้รับเหมาก่อสร้างเลือกใช้ ตาข่ายนั่งร้านที่ไม่ทนไฟ แทนวัสดุป้องกันการลุกไหม้ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไฟลุกลามไปทั่วโครงการ นอกจากนี้ ยังพบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานหลายประการ เช่น ปล่อยให้คนงานสูบบุหรี่ภายในพื้นที่ก่อสร้าง, กำจัดเศษวัสดุไวไฟอย่างไม่เหมาะสม, การถอดหน้าต่างบริเวณบันไดหนีไฟเพื่อให้คนงานเข้าออกสะดวก ส่งผลให้ควันและเปลวไฟแพร่กระจายเข้าสู่ช่องทางอพยพอย่างรวดเร็ว และการใช้ใช้ไม้ปิดช่องหน้าต่างบันได ทำให้ควันสะสมในเส้นทางหลบหนี

นายดอว์สกล่าวว่า หากใช้วัสดุที่ได้มาตรฐาน เหตุเพลิงไหม้อาจดับลงเองตั้งแต่ระยะแรก และอาจไม่ลุกลามกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่

แม้ความผิดส่วนใหญ่จะตกอยู่กับผู้รับเหมาและบริษัทที่เกี่ยวข้อง แต่คณะกรรมการเห็นว่า รัฐบาลฮ่องกงต้องรับผิดชอบส่วนหนึ่ง จากระบบกำกับดูแลที่อาศัยการรับรองตนเองของผู้รับเหมา นายดอว์สระบุว่า ระบบดังกล่าวเปรียบเสมือน "ระบบที่อาศัยเกียรติยศและความซื่อสัตย์ของผู้ประกอบการ" แต่เมื่อมีผู้ประกอบการที่ไม่ซื่อสัตย์ ระบบทั้งหมดก็ล้มเหลว

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้อยู่อาศัยเคยร้องเรียนถึงปัญหาความปลอดภัยหลายครั้ง แต่เรื่องร้องเรียนกลับถูกส่งต่อระหว่างหน่วยงานราชการ และการตรวจสอบไม่สามารถยืนยันปัญหาได้ ด้านนาย เจนกิน ซุน ทนายความฝ่ายรัฐบาล ยอมรับว่า ระบบกำกับดูแลมีจุดอ่อนหลายประการ แต่เห็นว่า ไม่เป็นธรรมที่จะกล่าวโทษหน่วยงานรัฐทั้งหมด

รัฐบาลระบุว่า สาเหตุหลักของเหตุเพลิงไหม้เกิดจากการหลอกลวง การละเลยหน้าที่ และการจงใจฝ่าฝืนกฎหมายของผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญบางรายที่ลงนามรับรองเอกสารตรวจสอบโดยไม่ตรวจสอบจริง

อาคารหวังฟุกคอร์ตมีผู้อยู่อาศัยมากกว่า 4,600 คน ในจำนวนนี้กว่า 1,700 คนเป็นผู้สูงอายุอายุเกิน 65 ปี จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด 168 คน มีผู้สูงอายุถึง 114 คน หรือคิดเป็นเกือบ 70% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็น เหตุเพลิงไหม้อาคารที่พักอาศัยที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของโลกนับตั้งแต่ปี 1980

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทางการฮ่องกงได้ตั้งข้อหาบุคคล 7 คน และบริษัท 2 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทที่ปรึกษาและบริษัทผู้รับเหมาหลักในข้อหาฆ่าคนตายโดยประมาท และสมคบกันฉ้อโกง จากบทบาทที่เกี่ยวข้องกับเหตุเพลิงไหม้

คณะกรรมการสอบสวนมีกำหนดส่งรายงานฉบับสมบูรณ์พร้อมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลฮ่องกงภายในเดือนกันยายน โดยรายงานจะมุ่งเน้นการหาสาเหตุของโศกนาฏกรรม การแก้ไขข้อบกพร่องของระบบ และการปรับปรุงกฎหมายด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต.


ที่มา Associated Press / AFP