รัฐสภาญี่ปุ่นผ่านการแก้ไขกฎหมายราชวงศ์ครั้งแรกในรอบเกือบ 80 ปี เพื่อรับมือปัญหาสมาชิกราชวงศ์ลดจำนวนลง โดยเปิดทางให้รับสมาชิกเพศชายจากสายตระกูลสาขาเก่าเข้าสู่ราชวงศ์ และให้เจ้าหญิงคงสถานะราชวงศ์หลังสมรสกับสามัญชนได้ แต่ยังคงหลักการให้เฉพาะผู้ชายที่สืบสายโลหิตฝ่ายชายเท่านั้นที่มีสิทธิขึ้นครองราชย์ ท่ามกลางผลสำรวจที่ชี้ว่าชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่สนับสนุนการมีจักรพรรดินี
รัฐสภาญี่ปุ่นมีมติเห็นชอบการแก้ไขกฎหมายราชวงศ์ (Imperial House Law) วันนี้ (17 ก.ค.) นับเป็นการปรับแก้กฎหมายครั้งสำคัญครั้งแรกนับตั้งแต่กฎหมายฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้ในปี 1947 โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาจำนวนสมาชิกราชวงศ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงหลักการสำคัญที่จำกัดสิทธิในการสืบราชบัลลังก์ไว้เฉพาะผู้ชายที่สืบเชื้อสายทางสายพระราชวงศ์ฝ่ายชาย
กฎหมายฉบับใหม่ผ่านความเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากในวุฒิสภา หลังผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 10 ก.ค.
สาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมายมี 2 ประเด็น ได้แก่ การอนุญาตให้รับชายโสดอายุ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้สืบเชื้อสายฝ่ายชายจาก 11 ราชสกุลสาขาเดิมที่ถูกถอดออกจากราชวงศ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับเข้ามาเป็นสมาชิกของราชวงศ์ และการอนุญาตให้สมาชิกราชวงศ์ฝ่ายหญิงยังคงสถานะเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ได้ แม้จะสมรสกับสามัญชน ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหญิงจะต้องลาออกจากฐานันดรศักดิ์เมื่อสมรสกับบุคคลทั่วไป อย่างไรก็ดี สามีและบุตรของพวกเธอจะไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมราชวงศ์และยังคงมีสถานะเป็นสามัญชนตามกฎหมาย ขณะที่ฝ่ายชายได้รับสิทธิดังกล่าวอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่แก้ไขไม่ได้เปลี่ยนแปลงหลักการเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ โดยยังคงกำหนดให้เฉพาะผู้ชายที่สืบเชื้อสายจากจักรพรรดิทางสายบิดาเท่านั้นที่สามารถขึ้นครองราชย์ได้ ส่งผลให้ เจ้าหญิงไอโกะ พระราชธิดาพระองค์เดียวของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ รวมถึงเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ ซึ่งเป็นพระเชษฐภคินีของ เจ้าชายฮิซาฮิโตะ ไม่มีสิทธิขึ้นครองราชบัลลังก์
...
ปัจจุบัน ราชวงศ์ญี่ปุ่นมีสมาชิกทั้งหมดเพียง 16 พระองค์ และมีผู้ชายเพียง 5 พระองค์ โดยผู้มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์โดยตรงต่อจากจักรพรรดินารูฮิโตะ (พระชนมายุ 66 พรรษา) เหลือเพียง 3 พระองค์เท่านั้น ได้แก่ มกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ เจ้าชายฮิซาฮิโตะ พระโอรสวัย 19 ปีของมกุฎราชกุมาร และอดีตจักรพรรดิอากิฮิโตะ ซึ่งทรงสละราชสมบัติแล้ว
เจ้าชายฮิซาฮิโตะ ซึ่งกำลังศึกษาด้านชีววิทยาและกีฏวิทยาในระดับมหาวิทยาลัย ถือเป็นความหวังสำคัญของราชวงศ์ญี่ปุ่น เนื่องจากหากพระองค์ไม่มีพระโอรสในอนาคต ราชวงศ์อาจเผชิญปัญหาการขาดผู้สืบราชสันตติวงศ์ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน
การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการหารือระหว่างพรรคการเมืองหลายเดือน แต่ประเด็นการเปิดทางให้สตรีขึ้นครองราชย์กลับไม่ถูกบรรจุไว้ในร่างกฎหมาย โดยรัฐบาลผสมอนุรักษนิยมของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ยังคงยืนยันหลักการสืบราชบัลลังก์ผ่านสายโลหิตฝ่ายชาย แม้นายกรัฐมนตรีจะเป็นสตรีก็ตาม
ฝ่ายค้านและนักวิชาการจำนวนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และหลีกเลี่ยงการถกเถียงในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการสืบราชบัลลังก์ ขณะที่อดีตสมาชิกราชวงศ์บางส่วนมองว่า การเชิญผู้สืบเชื้อสายจากราชสกุลเดิมกลับเข้าสู่ราชวงศ์อาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม เพราะบุคคลเหล่านั้นเติบโตในสังคมทั่วไปมานานหลายสิบปี และอาจปรับตัวเข้ากับข้อจำกัดของชีวิตในราชสำนักได้ยาก
แม้กฎหมายยังคงรักษาระบบสืบราชบัลลังก์แบบเดิม แต่ผลสำรวจความคิดเห็นของสื่อหลายสำนักสะท้อนว่าประชาชนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เห็นต่าง โดยผลสำรวจของสำนักข่าวเกียวโดเมื่อเดือนพฤษภาคมพบว่า 83% ของผู้ตอบแบบสอบถามสนับสนุนการเปิดทางให้ผู้หญิงสามารถขึ้นครองราชย์ได้ ขณะที่ผลสำรวจของหนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน พบว่าผู้สนับสนุนมีสัดส่วน 72% แสดงให้เห็นว่ากระแสสังคมญี่ปุ่นกำลังเปิดรับการปฏิรูประบบสืบราชสันตติวงศ์มากขึ้น แม้กฎหมายล่าสุดจะยังไม่ตอบโจทย์ดังกล่าวก็ตาม
นอกจากนี้ แผนการรับตระกูลสาขากลับเข้ามารับเชื้อพระวงศ์ยังถูกวิจารณ์อย่างหนักในแง่ของความเป็นจริง โดย อาซาฮิโร คุนิ อายุ 81 ปี อดีตสมาชิกราชวงศ์จากสายตระกูลเดิมที่ถูกถอดถอน ได้แสดงทัศนะผ่านสื่อว่า แผนการนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
"เด็กที่เติบโตมาจนถึงอายุ 15 ปี ได้สูดอากาศแห่งเสรีภาพไปแล้ว การจะให้พวกเขาปรับตัวเข้าสู่กรอบระเบียบและชีวิตในรั้ววังเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก บางคนอาจจะอยากเข้ามา แต่ถ้าพวกเขาเข้าใจความทุกข์ยากของการเป็นราชวงศ์จริงๆ พวกเขาคงไม่พูดเช่นนั้น" คุนิ กล่าวพร้อมระบุว่าจะแนะนำให้หลานๆ ของปฏิเสธหากมีการทาบทาม
ทั้งนี้ กฎหมายฉบับใหม่กำหนดให้มีการทบทวนระบบและโครงสร้างราชวงศ์ทุกๆ 30 ปีตามความจำเป็น เพื่อประเมินความยั่งยืนของสถาบันกษัตริย์ญี่ปุ่นที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,600 ปีต่อไป.
ที่มา KYODO NEWS / AFP