นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศเปิดตัวโครงการตรวจคัดกรองภาวะฮอร์โมน "เทสโทสเตอโรน" ต่ำ ในกำลังพลชายอายุ 30 ปีขึ้นไปเป็นประจำทุกปี โดยระบุว่าเป็นมาตรการที่จะช่วยให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ แต่เผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งในแง่หลักการแพทย์ และข้อหาเลือกปฏิบัติทางเพศจากสมาชิกสภาคองเกรส

นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศผ่านวิดีโอบนสื่อสังคมออนไลน์ว่า กองทัพกำลังเริ่มโครงการตรวจคัดกรอง "ภาวะขาดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน" ให้กับกำลังพล โดยจะบรรจุให้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจร่างกายประจำปีสำหรับทหารที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ส่วนกำลังพลที่อายุต่ำกว่า 30 ปีสามารถเข้ารับการตรวจได้ตามความสมัครใจ

รมว.กลาโหมย้ำว่า หากตรวจพบภาวะดังกล่าว การเข้ารับ "การบำบัดทดแทนฮอร์โมนเพศชาย" จะขึ้นอยู่กับความสมัครใจของกำลังพล และการดำเนินงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของ "การเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกายด้วยสารสังเคราะห์" แต่เป็นไปเพื่อให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ร่างกายแข็งแรง ยืดหยุ่น และมีความพร้อมทางจิตใจขั้นสูงสุดในการรับมือกับสมรภูมิสมัยใหม่

แม้ในคลิปวิดีโอเฮกเซธจะใช้คำกว้างๆ ว่า "กำลังพล" แต่เป็นที่เข้าใจตรงกันว่ามาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่ทหารชายในกองทัพ อย่างไรก็ตาม ทางเพนตากอนปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อมวลชนว่ามีผลงานวิจัยหรือการศึกษาทางวิชาการใดมารองรับนโยบายนี้ และไม่ได้ชี้แจงว่าทหารหญิงจะได้รับสิทธิ์ตรวจคัดกรองฮอร์โมนเอสโตรเจนในช่วงวัยทองด้วยหรือไม่

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ โดยเฉพาะหน่วยรบพิเศษ เช่น หน่วยซีล ถูกจับตามองอย่างหนักเรื่องการใช้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนและสารทำนองเดียวกันเพื่อเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกาย

...

โดยเฉพาะในปี 2022 เหตุการณ์เสียชีวิตของนักเรียนหน่วยซีลรายหนึ่งระหว่างการฝึก นำไปสู่การตรวจพบสารกระตุ้นรวมถึงเทสโทสเตอโรนในครอบครอง และเผยให้เห็นว่ามีการใช้ยาประเภทนี้อย่างแพร่หลายในหน่วยรบยอดฝีมือ จนทำให้กองทัพเรือต้องประกาศเริ่มโครงการสุ่มตรวจโด๊ปยาในกลุ่มฮอร์โมนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อในเวลาต่อมา

นโยบายของเฮกเซธ สอดรับกับแนวทางของนายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ในรัฐบาลทรัมป์ ที่พยายามผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงการบำบัดด้วยเทสโทสเตอโรนได้ง่ายขึ้น โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) เพิ่งเสนอให้ผ่อนคลายข้อจำกัดในการสั่งจ่ายยาเทสโทสเตอโรน ทั้งในรูปแบบเจล, ยาเม็ด, แผ่นแปะ และยาฉีด จากเดิมที่อนุญาตให้ใช้เฉพาะกับผู้ป่วยเพศชายที่มีภาวะต่อมเพศทำงานลดลงอย่างรุนแรงเท่านั้น

กลุ่มผู้สนับสนุนแนวคิด "Make America Healthy Again" มักโฆษณาว่าเทสโทสเตอโรนช่วยให้ดูอ่อนเยาว์ สร้างกล้ามเนื้อ และทำให้สมองเฉียบแหลม แม้ว่าผลการศึกษาของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ จะระบุว่าฮอร์โมนนี้ช่วยเรื่องสมรรถภาพทางเพศและทำให้อารมณ์ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ไม่ได้ช่วยลดความอ่อนล้า หรือเพิ่มความจำแต่อย่างใด

นอกจากนี้ แนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ในปัจจุบันยัง "ไม่แนะนำ" ให้มีการตรวจคัดกรองฮอร์โมนชนิดนี้แบบปูพรม เนื่องจากระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีความผันผวนตลอดทั้งวัน การตรวจที่แม่นยำต้องทำในตอนเช้าหลังการงดอาหาร และแพทย์มักจะแนะนำให้บำบัดเฉพาะผู้ที่มีอาการผิดปกติและผ่านการตรวจเลือดที่ยืนยันว่าต่ำจริงถึง 2 ครั้งเท่านั้น

นโยบายดังกล่าวจุดชนวนความไม่พอใจให้กับสมาชิกสภานิติบัญญัติหญิงของพรรคเดโมแครตที่มีภูมิหลังเป็นทหารผ่านศึกอย่างรุนแรง โดย สว. แทมมี ดักเวิร์ธ อดีตทหารผ่านศึกสงครามอิรัก และกรรมการในคณะกรรมาธิการด้านอาวุธยุทธภัณฑ์ของวุฒิสภา วิจารณ์ว่า นโยบายนี้ฟังดูย้อนแย้งเหมือนเป็น "การดูแลทางการแพทย์เพื่อข้ามเพศ/ยืนยันเพศสภาพ"  ซึ่งขัดกับจุดยืนของเฮกเซธที่ต่อต้านทหารกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ พร้อมเรียกร้องให้ขยายการตรวจฮอร์โมนไปยังทหารทุกเพศเพื่อตรวจหาภาวะมีบุตรยาก เนื่องจากสถิติพบว่าทหารทั้งชายและหญิงมีอัตราการเป็นหมันสูงกว่าประชากรทั่วไป

ด้าน .ส. คริสซี ฮูลาแฮน อดีตทหารผ่านศึกกองทัพอากาศ ระบุว่า นโยบายนี้ "พิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐมนตรีเฮกเซธรับคำสั่งมาจากกลุ่มแนวคิดชายเป็นใหญ่สุดโต่งในโลกออนไลน์"

ทั้งนี้ นายเฮกเซธเคยแสดงจุดยืนชัดเจนก่อนหน้านี้ว่า เขาไม่เชื่อว่าผู้หญิงควรได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหน่วยรบแนวหน้า โดยมองว่าตำแหน่งเหล่านั้นควรยึดตาม "มาตรฐานสูงสุดของเพศชาย" เท่านั้น และนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำเพนตากอน เขาก็ได้สั่งระงับการเลื่อนขั้นทหารหญิงและสั่งปลดผู้นำที่เป็นสตรีไปแล้วหลายราย

การตรวจฮอร์โมนเพศชายถือเป็นความเปลี่ยนแปลงล่าสุดในนโยบายการแพทย์ของกองทัพ โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายน เฮกเซธได้ประกาศยกเลิกข้อบังคับฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่บังคับใช้มาอย่างยาวนานในกองทัพ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง "สิทธิเสรีภาพทางการแพทย์" และเสรีภาพทางศาสนา ซึ่งส่งผลให้ในเวลาต่อมาเกิดการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในค่ายฝึกทหารใหม่ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ จนมีผู้ป่วยเกือบ 300 รายในเดือนมิถุนายน.


ที่มา Associated Press