ศาลกรุงกาฐมาณฑุของเนปาล มีคำพิพากษาจำคุกอดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีมหาดไทย พร้อมผู้เกี่ยวข้องอีก 14 คน หลังมีความผิดในคดีปลอมแปลงเอกสารและหลอกลวงชาวเนปาลว่าสามารถส่งตัวไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐฯ โดยแอบอ้างเป็นผู้อพยพชาวภูฏานเชื้อสายเนปาล เพื่อแลกกับเงินจำนวนมาก ขณะที่จำเลยยืนยันความบริสุทธิ์และเตรียมยื่นอุทธรณ์
ศาลแขวงกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล มีคำพิพากษาจำคุกนายท็อป บาฮาดูร์ รายามาจี (Top Bahadur Rayamajhi) อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นเวลา 4 ปี หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหากระทำความผิดต่อรัฐ ฉ้อโกง และมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม จากคดีปลอมแปลงเอกสารเพื่อให้ชาวเนปาลได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัยชาวภูฏาน และมีสิทธิอพยพไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกา
ขณะเดียวกัน ศาลยังมีคำพิพากษาจำคุกนายบัล กฤษณะ ขัณฑ์ (Bal Krishna Khand) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเวลา 2 ปี ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด พร้อมปรับเป็นเงิน 20,000 รูปีเนปาล ส่วนรายามาจีถูกสั่งปรับ 40,000 รูปีเนปาล หรือราว 260 ดอลลาร์สหรัฐ
คำพิพากษามีขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันอังคารที่ผ่านมา โดยนายรายามาจีอยู่ระหว่างถูกควบคุมตัว ส่วนนายขัณฑ์ได้รับการประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดี ทั้งสองเคยปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตดังกล่าว ด้านนายธรรม ราช เรกมี ทนายความของรายามาจี ระบุว่า ลูกความของตนไม่เคยมีบทบาทในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย และเตรียมยื่นอุทธรณ์ ขณะที่ทนายความของข่านด์ยืนยันว่าจะดำเนินการอุทธรณ์เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ศาลยังตัดสินจำคุกผู้ร่วมขบวนการอีก 14 คน ซึ่งรวมถึงอดีตข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และอดีตผู้นำชุมชนผู้ลี้ภัยชาวภูฏาน โดยได้รับโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี ขณะที่จำเลยอีก 7 คน ได้รับการยกฟ้อง
...
คดีนี้ถูกเปิดโปงในปี 2023 หลังมีชาวเนปาลจำนวนมากร้องเรียนว่า ถูกหลอกให้จ่ายเงินจำนวนมาก โดยผู้ต้องหาอ้างว่าสามารถจัดทำเอกสารให้มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยชาวภูฏาน เพื่อเข้าร่วมโครงการตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา แม้โครงการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 2018 จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีชาวเนปาลคนใดสามารถเดินทางเข้าสหรัฐฯ ด้วยสถานะผู้ลี้ภัยปลอมได้จริงหรือไม่
ปัญหานี้มีจุดเริ่มต้นจากช่วงต้นทศวรรษ 1990 เมื่อชาวภูฏานเชื้อสายเนปาล หรือ ลอตชัมปา (Lhotshampa) กว่า 120,000 คน หลบหนีออกจากภูฏานมายังเนปาล หลังรัฐบาลภูฏานบังคับใช้นโยบาย "หนึ่งชาติ หนึ่งประชาชน" ซึ่งเพิกถอนสิทธิความเป็นพลเมืองของชนกลุ่มน้อยที่ใช้ภาษาเนปาล พร้อมกำหนดให้ประชาชนแต่งกายด้วยชุดประจำชาติ และจำกัดการใช้ภาษาเนปาล
หลังการเจรจาระหว่างเนปาลและภูฏานเพื่อส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศไม่ประสบผลสำเร็จ ได้มีการดำเนินโครงการตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามระหว่างปี 2007-2018 ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยชาวภูฏานเชื้อสายเนปาลเกือบ 113,000 คน ได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานในหลายประเทศตะวันตก
ในจำนวนนี้ สหรัฐอเมริการับผู้ลี้ภัยจากเนปาลประมาณ 100,000 คน ขณะที่อีกหลายพันคนได้ย้ายไปยังแคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศในยุโรป ส่วนผู้ลี้ภัยอีกหลายพันคนยังคงอาศัยอยู่ในค่ายพักในภาคตะวันออกของเนปาล และยังคงเรียกร้องสิทธิในการเดินทางกลับภูฏาน
คดีดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในคดีทุจริตครั้งใหญ่ของเนปาล และเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญกระแสเรียกร้องการปราบปรามคอร์รัปชัน เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา เนปาลเผชิญการชุมนุมต่อต้านการทุจริตที่นำโดยคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 76 คน และนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลชุดก่อน
ต่อมาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลชุดใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากคนรุ่น "เจน ซี" ภายใต้การนำของนายบาเลนทรา ชาห์ อดีตแร็ปเปอร์วัย 36 ปี ได้เข้าบริหารประเทศ พร้อมประกาศเดินหน้าปราบปรามการทุจริตที่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดก่อนอย่างจริงจัง.
ที่มา Reuters / Kathmandu Post