สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติเห็นชอบผ่านร่างกฎหมาย "Sunshine Protection Act" เพื่อกำหนดให้ใช้เวลาออมแสง (Daylight Saving Time) เป็นเวลามาตรฐานถาวรตลอดทั้งปี ซึ่งจะถือเป็นการยุติธรรมเนียมปฏิบัติที่ชาวอเมริกันต้องปรับนาฬิกาเพิ่มและลด 1 ชั่วโมงปีละ 2 ครั้ง ที่ดำเนินมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960
ในการลงมติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 ก.ค.) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากทั้งสองพรรคมีมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 308 ต่อ 117 เสียง ส่งผลให้ร่างกฎหมายนี้ถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งหากมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย ชาวอเมริกันจะไม่ต้องปรับนาฬิกาถอยหลังกลับสู่เวลามาตรฐานในเดือนพฤศจิกายนอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม รัฐที่ไม่เคยใช้ระบบเวลาออมแสงมาก่อน เช่น ฮาวาย และแอริโซนา รวมถึงดินแดนของสหรัฐฯ อย่างเปอร์โตริโกและหมู่เกาะเวอร์จิน สามารถเลือกที่จะไม่เข้าร่วมระบบนี้ได้
นายเวิร์น บูแชนัน สส. พรรครีพับลิกันจากรัฐฟลอริดา ผู้เสนอร่างกฎหมายนี้เมื่อเดือนมกราคม 2025 ระบุว่า การปรับเปลี่ยนนาฬิกาส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนระบุว่า การยกเลิกปรับนาฬิกาจะช่วยลดปัญหาการนอนหลับแปรปรวน ลดอุบัติเหตุในที่ทำงานและบนท้องถนน อีกทั้งการมีแสงแดดในช่วงเย็นที่ยาวนานขึ้นจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งให้การสนับสนุนแนวคิดนี้อย่างเต็มที่และเคยโพสต์สนับสนุนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ระบุว่า มาตรการนี้จะช่วยขจัดความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายในการปรับนาฬิกาปีละสองครั้ง ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินให้ชาวอเมริกันได้หลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี
แม้ร่างกฎหมายจะผ่านสภาล่างได้ แต่ยังคงเผชิญกับเสียงคัดค้านจากสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน นำโดยนายทอม คอตตัน สว. พรรครีพับลิกันจากรัฐอาร์คันซอ ที่แย้งว่าการใช้เวลาออมแสงถาวรจะทำให้พระอาทิตย์ขึ้นช้ากว่าปกติ 1 ชั่วโมงในฤดูหนาว โดยบางพื้นที่อาจมืดจนถึงเกือบ 09:00 น. ซึ่งจะบีบบังคับให้เด็กนักเรียน ผู้ใช้แรงงานก่อสร้าง และเกษตรกร ต้องเดินทางไปเรียนหรือทำงานท่ามกลางความมืดมิด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน
...
นอกจากนี้ กลุ่ม "Airlines for America" ซึ่งเป็นตัวแทนสายการบินหลักของสหรัฐฯ ได้แสดงความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงเวลาดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการบิน ทั้งในเรื่องความโกลาหลของผู้โดยสาร การจัดตารางบินของลูกเรือและเครื่องบิน รวมถึงปัญหาการเชื่อมต่อเที่ยวบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัวเพื่อรองรับความซับซ้อนในระดับโลกนี้
สหรัฐฯ เริ่มนำระบบเวลาออมแสง (DST) มาใช้ตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อขยายเวลาแสงแดดในช่วงบ่ายและประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง ก่อนจะนำกลับมาใช้อีกครั้งในสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีการออกกฎหมายกำหนดเวลามาตรฐานทั่วประเทศในปี 1966
ในอดีต สหรัฐฯ เคยทดลองใช้เวลาออมแสงถาวรตลอดทั้งปีมาแล้วในปี 1974 เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์พลังงาน แต่ในครั้งนั้นกระแสสังคมตีกลับอย่างรุนแรงเนื่องจากประชาชนไม่พอใจ จนทำให้รัฐสภาต้องยกเลิกกฎหมายดังกล่าวในปีเดียวกัน อย่างไรก็ตาม นายแฟรงก์ พัลโลน สส. พรรคเดโมแครต ชี้ว่าในปัจจุบัน พฤติกรรมการเดินทางและการทำงานของผู้คนได้เปลี่ยนไปจากอดีตมาก และมีเด็กนักเรียนที่เดินเท้าไปโรงเรียนน้อยลงกว่าแต่ก่อนอย่างมีนัยสำคัญ จึงถึงเวลาแล้วที่จะยุติวงจรการปรับนาฬิกาเดินหน้าและถอยหลังเสียที
ปัจจุบันในยุโรปมีเพียงอาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน เบลารุส จอร์เจีย ไอซ์แลนด์ รัสเซีย และตุรกีเท่านั้นที่ไม่ใช้เวลาออมแสง ส่วนในแอฟริกา อียิปต์เป็นประเทศเดียวที่ใช้เวลาออมแสง.