รัฐบาลสหรัฐฯ คืนภาษีศุลกากรที่เก็บจากบริษัทต่างๆ ภายใต้มาตรการภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ แล้วกว่า 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากศาลสูงสุดตัดสินว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. 2569 ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินคืนเงินภาษีศุลกากร ที่พวกเขาเรียกเก็บจากบริษัทต่างๆ ที่นำเข้าสินค้าเข้ามายังสหรัฐฯ ภายใต้มาตรการ “ภาษีต่างตอบแทน” ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แล้วกว่า 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับตั้งแต่ศาลสูงสุดตัดสินเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า การกระทำนี้ผิดกฎหมาย

ภาษีต่างตอบแทน หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีทรัมป์” ซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บจากสินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆ (จ่ายโดยบริษัทที่นำเข้ามา) ถือเป็นหัวใจสำคัญในแผนเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์ นับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว

แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ สั่งระงับการเก็บภาษีเพิ่มเติมที่ทรัมป์เคยมีคำสั่งไว้เกือบทั้งหมด ส่งผลให้รัฐบาลต้องคืนเงินให้แก่บริษัทต่าง ๆ ที่ได้ชำระภาษีเหล่านั้นไป

ตามรายงานตัวเลขงบประมาณที่เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (13 ก.ค.) ระบุว่าสหรัฐฯ ได้จ่ายเงินคืนภาษีศุลกากรไปแล้วกว่า 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.7 ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณนี้ซึ่งเริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วที่มีการคืนเงินเพียง 5 พันล้านดอลลาร์

เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังรายหนึ่งเปิดเผยว่า ตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นนี้เกือบทั้งหมดเป็นผลมาจากคำตัดสินของศาลสูงสุด โดยการคืนเงินส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้นำเสนอว่าภาษีศุลกากรคือวิธีแก้ปัญหาแบบครอบจักรวาลสำหรับระบบเศรษฐกิจ ทั้งการดึงโรงงานต่าง ๆ กลับมายังสหรัฐฯ การได้ข้อตกลงทางการค้าที่ดีขึ้น และการลดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลาง

...

ทว่า ยอดการขาดดุลงบประมาณที่เคยลดลงเล็กน้อยเมื่อปีที่แล้วเนื่องจากมีรายได้จากภาษีศุลกากร ตอนนี้กลับมาขยายตัวอีกครั้ง โดยพุ่งแตะ 1.367 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ ซึ่งเพิ่มขึ้น 2%

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ใช้จ่ายเงินมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ไปกับการชำระดอกเบี้ยเงินกู้เพียงอย่างเดียว ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 14% ขณะที่งบประมาณด้านการทหารก็พุ่งสูงขึ้น 5% เนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

ปัจจุบัน รัฐบาลทรัมป์เหลือเพียงมาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกชั่วคราวในอัตรา 10% ซึ่งกำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 24 ก.ค.นี้ ทว่าทำเนียบขาวกำลังเตรียมกำหนดอัตราภาษีใหม่ โดยอ้างเหตุผลเรื่องความหละหลวมในการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการบังคับใช้แรงงาน และปัญหาภาวะกำลังการผลิตที่ล้นเกิน

ความพยายามล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้าสำคัญอย่าง สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น อินเดีย ไต้หวัน และจีน และอาจเปิดทางให้ทรัมป์สามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดเดิมที่ศาลเคยกำหนดไว้ โดยคาดว่าอัตราภาษีศุลกากรระลอกใหม่นี้จะอยู่ที่ระหว่าง 10% ถึง 12.5% นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังขู่ที่จะจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 25% กับบราซิลอีกด้วย

เมื่อเดือนมิถุนายน ทรัมป์ออกโรงขู่เก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 100% กับกลุ่มประเทศในยุโรป ซึ่งรวมถึงสหราชอาณาจักร ที่เดินหน้าจัดเก็บ “ภาษีบริการดิจิทัล” จากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น แอปเปิล (Apple), กูเกิล (Google) และแอมะซอน (Amazon)


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : the guardian