ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งเพิกถอนข้อตกลงทางกฎหมายระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับหน่วยงานรัฐบาลกลาง ซึ่งเคยเปิดทางให้ทรัมป์และบุคคลใกล้ชิดได้รับความคุ้มกันจากการตรวจสอบภาษีของกรมสรรพากรสหรัฐฯ และอนุญาตให้ฝ่ายบริหารของเขาจัดตั้งกองทุน "ต่อต้านการใช้รัฐเป็นเครื่องมือทางการเมือง" มูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่อมาได้ยกเลิกไปแล้ว

แคธลีน วิลเลียมส์ ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ มีคำสั่งเพิกถอนข้อตกลงยอมความระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวเคยคุ้มครองให้ทรัมป์ได้รับข้อยกเว้นจากการถูกตรวจสอบภาษี และอนุญาตให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุน "ต่อต้านการใช้รัฐเป็นอาวุธทางเมือง" (Anti-Weaponisation Fund) มูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.3 หมื่นล้านบาท) ซึ่งปัจจุบันกองทุนนี้ได้ถูกล้มเลิกไปแล้ว

เดิมที กองทุนดังกล่าวถูกตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2026 เพื่อชดเชยให้แก่บุคคลที่อ้างว่าตนเองถูกรัฐบาลกลั่นแกล้งอย่างไม่เป็นธรรม โดยเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับการที่ทรัมป์ยอมถอนฟ้องส่วนตัวเรียกค่าเสียหาย 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อกรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS)

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาวิลเลียมส์ระบุในคำวินิจฉัยว่า การฟ้องร้องที่ทรัมป์ บุตรชายทั้งสองคน และองค์กรทรัมป์ (Trump Organization) ร่วมกันยื่นฟ้องในปี 2026 นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากข้อพิพาทที่เป็นธรรมระหว่างสองฝ่ายตรงข้ามกันจริง แต่มันเป็นปฏิบัติการที่ดำเนินการโดยกลุ่มทนายความที่มีความเชื่อมโยงกับทรัมป์ และกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นเป้าหมายของการถูกรัฐบาลกลั่นแกล้ง

"คดีนี้ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการที่คู่ความพยายามแสวงหาข้อยุติทางกฎหมายหรือข้อพิพาททางข้อเท็จจริงระหว่างทรัมป์กับกรมสรรพากร ซึ่งทรัมป์ควบคุมอยู่ในฐานะประธานาธิบดี แต่มันคือความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้แก่ข้อตกลง เพื่อมอบสิทธิ์คุ้มกันให้แก่บุคคลและองค์กรที่มีความเกี่ยวข้องกับประธานาธิบดี และเป็นการเจียดเงินภาษีของประชาชนอเมริกันหลายพันล้านดอลลาร์ไปเยียวยาความอัดอั้นตันใจที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ในกฎหมาย" ผู้พิพากษาวิลเลียมส์ ระบุ

...

ที่มาของคดีนี้เริ่มจากการที่ทรัมป์อ้างว่า รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ ชาร์ลส์ ลิตเติลจอห์น อดีตคู่สัญญาของกรมสรรพากร นำข้อมูลภาษีส่วนตัวของเขาไปรั่วไหล ซึ่งข้อมูลที่หลุดออกมานั้นได้กลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญให้หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ ตีพิมพ์รายงานสืบสวนก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 โดยเปิดเผยว่า ทรัมป์จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้รัฐบาลกลางเพียง 750 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 26,000 บาท) ในปีที่เขาชนะเลือกตั้งเมื่อปี 2016 และไม่ได้จ่ายภาษีเลยถึง 10 ปี จากช่วง 15 ปีล่วงหน้านั้น

ผู้พิพากษาวิลเลียมส์ชี้ข้อพิรุธว่า ทรัมป์ไม่ได้ดำเนินการฟ้องร้องเรียกร้องสิทธิ์ใด ๆ เลย จนกระทั่งเขากลับมาดำรงตำแหน่งในทำเนียบขาวอีกครั้ง และได้แต่งตั้งอดีตทนายความส่วนตัวของเขา รวมถึงอดีตทนายความของผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากกองทุนดังกล่าว ให้เข้าดำรงตำแหน่งระดับสูงในกระทรวงยุติธรรม 

ผู้พิพากษาระบุว่า "เจ้าหน้าที่เหล่านี้ได้เจรจาในนามของสหรัฐฯ กับกลุ่มทนายความปัจจุบันของทรัมป์ รวมถึงอดีตที่ปรึกษากฎหมายประจำทำเนียบขาวของเขา เพื่อทำข้อตกลงยอมความกันเอง มันเป็นเรื่องที่น่าขบขันสิ้นดีหากจะบอกว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายมีความขัดแย้งต่อสู้กันจริงในคดีนี้" 

คำตัดสินในครั้งนี้ยังสั่งห้ามไม่ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงทรัมป์และบุตรชาย นำข้อตกลงยอมความนี้มาใช้อ้างอิงในกระบวนการยุติธรรมใด ๆ อีกในอนาคต ซึ่งส่งผลให้ผู้พิพากษาระบุ สามารถเดินหน้าตรวจสอบการยื่นภาษีของทรัมป์ย้อนหลังได้ตามปกติ

นอกจากนี้ ศาลยังได้ส่งเรื่องของ นายอเลฮานโดร บริโต หนึ่งในทนายความของทรัมป์ ให้แก่เนติบัณฑิตยสภารัฐฟลอริดาเพื่อพิจารณาลงทัณฑ์ทางวินัย ขณะที่แดเนียล เอปสไตน์ ทนายความอีกคน ถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าร่วมว่าความในศาลเขตฟลอริดาตอนใต้เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี

โฆษกทีมกฎหมายของทรัมป์ได้ชี้แจงต่อสำนักข่าวบีบีซี โดยระบุว่าผู้พิพากษาระบุปล่อยปละละเลยให้เจ้าหน้าที่ที่มีแรงจูงใจทางการเมืองนำข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลลับไปรั่วไหลให้แก่สื่อมวลชน และย้ำว่า "ประธานาธิบดีทรัมป์จะยังคงเดินหน้าเอาผิดผู้ที่ทำร้ายอเมริกาและชาวอเมริกันต่อไป"

ด้าน แบรนดอน เดบอต ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายของศูนย์กฎหมายภาษี แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเหมือน "ดีลหวานเจี๊ยบตบตา" ที่มอบข้อยกเว้นอันไม่เคยมีปรากฏมาก่อนให้แก่ทรัมป์ ซึ่งเป็นการทำลายระบบปกป้องการแทรกแซงทางการเมืองของกลไกภาษี

"คำตัดสินของศาลมีความสำคัญมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอ สภาคองเกรสจำเป็นต้องดำเนินการทางกฎหมายเพื่อล้างบางข้อตกลงนี้ทั้งหมด และป้องกันไม่ให้เกิดความพยายามที่ประธานาธิบดีจะหาผลประโยชน์ให้ตัวเองในลักษณะนี้อีกในอนาคต"

สำหรับแผนการจัดตั้งกองทุน 1.8 พันล้านดอลลาร์นั้นได้ถูกล้มเลิกไปตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน หลังจากผู้พิพากษาอีกท่านหนึ่งสั่งระงับเป็นการชั่วคราว เนื่องจากชายสองคนได้ยื่นฟ้องที่รัฐเวอร์จิเนีย โดยระบุว่ากองทุนนี้มีลักษณะเลือกปฏิบัติ เนื่องจากพวกเขาเองก็ตกเป็นเป้าหมายของการล้างแค้นทางการเมืองโดยรัฐบาลทรัมป์เช่นกัน แต่กลับไม่มีสิทธิ์ยื่นขอเงินชดเชยจากกองทุนนี้ ขณะเดียวกัน แผนการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวยังถูกวิพากษ์วิจารณ์และสร้างความกังวลให้แก่พรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันบางส่วน เพราะเกรงว่าเงินจำนวนมหาศาลนี้อาจถูกนำไปจ่ายให้แก่กลุ่มผู้ก่อเหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 รวมถึงผู้ที่ต้องคดีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย.


ที่มา BBC