ผู้นำสูงสุดของอิหร่านประกาศกร้าวว่า จะล้างแค้นสหรัฐฯ กับอิสราเอล ที่ร่วมกันสังหารบิดาของเขา โดยมีการจัดทำรายชื่อบุคคลที่จะตกเป็นเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว
เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ก.ค. 2569 ทางการอิหร่านเผยแพร่แถลงการณ์ของ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันของอิหร่าน โดยเขาให้คำมั่นว่าจะล้างแค้นสหรัฐฯ กับอิสราเอลที่ร่วมกันสังหาร อาลี คาเมเนอี บิดาของเขา และผู้นำสูงสุดคนก่อน เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่า จะทำลายอิหร่านให้สิ้นซาก หากมีความพยายามลอบสังหารตัวเขา
ทั้งสองฝ่ายต่างยกระดับการใช้วาทกรรมอย่างดุเดือด หลังจากการยิงอาวุธตอบโต้กันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สั่นคลอนข้อตกลงชั่วคราวที่มีเป้าหมายเพื่อยุติสงคราม ซึ่งปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังสหรัฐฯ กับอิสราเอลร่วมมือกันโจมตีอิหร่าน สังหาร อาลี คาเมเนอี กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน
ทรัมป์ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงของพวกเขาได้สิ้นสุดลงแล้ว ในขณะที่บรรดาประเทศตัวกลางพยายามที่จะกอบกู้กระบวนการทางการทูต โดยสื่อของอิหร่านรายงานว่าคณะผู้แทนจากกาตาร์ได้เดินทางไปยังอิหร่านเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ในวันเสาร์ทางการอิหร่านเผยแพร่แถลงการณ์ฉบับแรกของ โมจตาบา คาเมเนอี ที่ออกหลังเสร็จสิ้นพิธีศพบิดาของเขาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (9 ก.ค.) โดยระบุว่า “การแก้แค้นคือเจตจำนงของคนในชาติเรา และมันจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
“เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของตัวผม หรือของเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ไม่ว่าพวกเราจะอยู่หรือไม่ สิ่งนี้ก็จะต้องเกิดขึ้น” คาเมเนอีผู้ลูกระบุในแถลงการณ์ และเสริมว่า อิหร่านได้จัดทำรายชื่อบุคคลที่จะตกเป็นเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว
ก่อนที่อิหร่านจะเผยแพร่แถลงการณ์ดังกล่าวเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขาว่า ความพยายามใด ๆ ที่จะลอบสังหารเขา จะทำให้สหรัฐฯ “ทำลายล้างอิหร่านให้สิ้นซาก”
...
“ขีปนาวุธ 1,000 ลูกถูกล็อกเป้าและเตรียมพร้อมยิงไปยังสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านแล้ว และจะมีอีกหลายพันลูกตามไปในทันที หากรัฐบาลอิหร่านลงมือตามคำขู่ที่ประกาศไว้ในหลายมุมโลก ว่าจะลอบสังหาร หรือพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ ผม!”
“คำสั่งถูกส่งออกไปเรียบร้อยแล้ว และกองทัพสหรัฐฯ ก็พร้อม มีความมุ่งมั่น และมีความสามารถ ในกรอบเวลา 1 ปี และอาจขยายเวลาออกไป เพื่อที่จะทำลายล้างและทำลายทุกพื้นที่ของอิหร่านให้สิ้นซาก”
ทรัมป์กล่าวด้วยว่า การเจรจากับอิหร่านจะยังคงดำเนินต่อไป แต่เขาได้โจมตีการเจรจาเหล่านั้นว่าเป็น “เรื่องเสียเวลา”
ขณะเดียวกัน อับบาส อารัคชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ยืนกรานว่ารัฐบาลเตหะรานได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในส่วนของตนแล้ว หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันเมื่อเดือนก่อน
ทั้งนี้ คณะผู้แทนจากสหรัฐฯ และอิหร่านได้จัดการเจรจาโดยตรงร่วมกันหนึ่งรอบในสวิตเซอร์แลนด์ นับตั้งแต่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ รวมถึงมีการเจรจาทางอ้อมในกาตาร์ ทว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณของความคืบหน้าทางการทูตแต่อย่างใด และการปะทะกันครั้งล่าสุดยิ่งทำให้ความหวังเลือนลางลงไปอีก
อุปสรรคสำคัญในการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายคืออนาคตของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านได้สั่งปิดไม่ให้เรือพาณิชย์ผ่านในช่วงสงคราม เพื่อตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล
อิหร่านยืนกรานที่จะควบคุมการสัญจรของเรือและได้ประกาศแผนการที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม โดยระบุว่าจะไม่มีการกลับไปสู่การเดินเรืออย่างเสรีเหมือนยุคก่อนสงคราม ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลวอชิงตันปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รัฐต่าง ๆ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เรียกเก็บค่าผ่านทางในช่องแคบที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cna
