สื่ออิหร่านเผยว่า เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นที่เมืองชายฝั่งอีกครั้งในช่วงเย็นวันพฤหัสบดี โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันเป็นการโจมตี แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นฝีมือของอิสราเอลหรือสหรัฐฯ ที่โจมตีอิหร่านมา 2 วันแล้ว

สำนักข่าว เมห์ร (Mehr) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้น 3 ครั้งในเมืองโคนารัก (Konarak) เมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ 9 ก.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่สำนักข่าว อีร์นา (IRNA) ของรัฐรายงานว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้นในเมืองบูเชห์ร (Bushehr) ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานนิวเคลียร์ด้วย

นายเอห์ซาน จาฮานีอัน รองผู้ว่าราชการฝ่ายการเมืองและการรักษาความมั่นคงประจำจังหวัดบูเชห์ร เปิดเผยกับสำนักข่าวอีร์นาว่า ฐานทัพทหารที่ตั้งอยู่นอกเมืองถูกโจมตีโดยสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็น “ขีปนาวุธของศัตรูสหรัฐฯ-อิสราเอล” และหลังจากนั้นระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านก็ได้ยิงตอบโต้

อย่างไรก็ตาม จาฮานีอันไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตของความเสียหายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) ว่า กองทัพสหรัฐฯ ไม่ได้กำลังทำการโจมตีใด ๆ ในขณะนี้ ส่วนเจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุว่าพวกเขาก็ไม่ทราบถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ของอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน ณ เวลานี้

ปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุของเสียงระเบิดดังกล่าว รวมถึงเรื่องขอบเขตของความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในเมืองโคนารักและเมืองบูเชห์ร

ทั้งนี้ เมืองโคนารักเป็นเมืองท่าเชิงยุทธศาสตร์บนชายฝั่งมาคราน (Makran) ในจังหวัดซิสถานและบาลูเชสถาน (Sistan and Baluchestan) ทางฝั่งตะวันตกของอ่าวโอมาน ส่วนเมืองบูเชห์รนั้นตั้งอยู่ในจังหวัดบูเชห์รซึ่งเป็นจังหวัดชายฝั่งทางตอนใต้

...

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านต่อเนื่องในช่วงวันที่ 8-9 ก.ค. ครอบคลุมเป้าหมาย 90 แห่งใน 5 จังหวัด รวมถึงจังหวัดบูเชห์รและเมืองบันดาร์อับบาส เมืองท่าบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ และบาดเจ็บ 78 ราย โดยมีการโจมตีพุ่งเป้าไปที่สะพานรถไฟซึ่งใช้สำหรับการค้าระหว่างอิหร่านกับรัสเซียและจีนด้วย

กองทัพสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันพุธว่า การโจมตีอิหร่านครั้งล่าสุดมีเป้าหมายเพื่อรักษาเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซให้เปิดใช้งานได้ หลังจากระบุว่ากองกำลังอิหร่านได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำในพื้นที่ดังกล่าว


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : cnn