อินโดนีเซียเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม หลังไฟไหม้กองขยะขนาดยักษ์ที่บ่อฝังกลบขยะ "จาติวาริงิน" ชานกรุงจาการ์ตา ไฟลุกไหม้ต่อเนื่องนานกว่า 8 วัน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 94 ไร่ ควันพิษหนาทึบพวยพุ่งปกคลุมชุมชนโดยรอบ ดันค่ามลพิษทางอากาศพุ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานนับสิบเท่า ประชาชนแห่อพยพ และล้มป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจหลายร้อยคน

เหตุเพลิงไหม้ครั้งรุนแรงที่กองขยะขนาดยักษ์ภายใน "บ่อฝังกลบขยะจาติวาริงิน" (Jatiwaringin) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชานเมืองในเขตตังเกอราง ในจังหวัดบันเติน ชานกรุงจาการ์ตา ยังคงลุกไหม้ต่อเนื่องเป็นวันที่ 8 นับตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยเพลิงได้ลุกลามขยายวงกว้างไปแล้วกว่า 94 ไร่ ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันพิษสีดำหนาทึบปกคลุมทั่วบริเวณ และทำให้ประชาชนหลายร้อยครัวเรือนต้องอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน

กระทรวงสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซียเปิดเผยว่า คุณภาพอากาศรอบบ่อขยะได้พุ่งสูงขึ้นแตะระดับอันตรายร้ายแรง โดยค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กพุ่งทะลุเกิน 1,000 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ไม่เกิน 15.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หลายเท่าตัว แม้ว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาสถานการณ์จะเริ่มบรรเทาลงบ้างเล็กน้อยก็ตาม

นางซาร์มานาห์  อายุ 45 ปี ชาวบ้านในพื้นที่เปิดเผยว่า ควันพิษหนาทึบพัดเข้าท่วมบ้านของเธอจนมองไม่เห็นทาง และส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างรุนแรง "ควันมันหนามากจนมองไม่เห็นใครเลย มันแสบจมูก ไอ น้ำมูกไหล และหายใจไม่ออก... พวกเราจำเป็นต้องทิ้งบ้านหนีออกมาเพราะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว" 

ขณะที่หน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นระบุว่า มีการตรวจรักษาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มควันพิษแล้วอย่างน้อย 234 ราย โดยในจำนวนนี้พบว่ามีผู้ป่วยถึง 72 ราย ที่มีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน 

...

นายดีอาซ เฮนโดรพรีโยโน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม ระบุว่า การดับไฟในกองขยะทำได้ยากลำบากมาก เนื่องจากเพลิงไม่ได้ลุกไหม้แค่บนพื้นผิว แต่เป็นการ "คุไหม้อยู่ใต้กองขยะ" ลึกลงไป ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการเกิดไฟป่าในพรุ

ทางการอินโดนีเซียต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน รวมถึงส่งทีม "มังคลา อัคนี" (Manggala Agni) จำนวน 30 นาย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดับไฟป่าพรุจากสุลาเวสีและชวาตะวันตก พร้อมอุปกรณ์แรงดันน้ำสูงเข้ามาสนับสนุน นอกจากนี้ยังมีการใช้โดรนตรวจจับความร้อน พร้อมกล้องอินฟราเรดบินค้นหาจุดความร้อนใต้กองขยะ ตลอดจนประสานงานกับสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติ และสำนักงานอุตุนิยมวิทยา เพื่อเตรียมทำฝนเทียมเร่งดับไฟให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นสัปดาห์นี้

แม้ทางการจะยังไม่สรุปสาเหตุ แต่กลุ่มเพื่อสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซีย (Walhi) องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม ระบุชัดเจนว่า ชนวนเหตุเกิดจากการสะสมของ "ก๊าซมีเทน" ที่เกิดจากการย่อยสลายของขยะอินทรีย์ที่ทับถมกันมานานหลายปี ซึ่งเป็นผลพวงจากระบบการทิ้งขยะแบบเปิดที่ขาดการควบคุม

นายวาฮยู เอกา สตียาวัน นักเคลื่อนไหวจาก Walhi กล่าวว่า บ่อขยะจาติวาริงิน ถูกออกแบบมาให้รองรับขยะได้เพียง 2,700 ตันต่อวัน ซึ่งครอบคลุมขยะเพียง 59% ของเขตตังเกอรางเท่านั้น ส่วนขยะที่เหลือถูกนำไปเทกองรวมกันแบบผิดกฎหมายตามพื้นที่รอบๆ จนกลายเป็นภูเขาขยะส่งกลิ่นเหม็นและมีแมลงวันตอมอยู่ห่างจากบ้านเรือนประชาชนไม่ถึง 100 เมตร และเมื่อเจอกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ก๊าซมีเทนใต้กองขยะจึงกลายเป็นคลังระเบิดที่พร้อมจะปะทุขึ้นทันทีเมื่อมีประกายไฟเพียงเล็กน้อย

พล.ต.ท. ริซาล อิราวัน รองอธิบดีฝ่ายบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม กระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ แถลงว่า บ่อขยะจาติวาริงินเคยถูกลงโทษทางปกครองมาแล้วในปี 2025 เนื่องจากบริหารจัดการได้อย่างย่ำแย่ ซึ่งทางการได้สั่งให้ปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบฝังกลบแบบควบคุมที่ต้องใช้เครื่องจักรบดอัดขยะและฝังกลบด้วยชั้นดินเป็นระยะเพื่อลดการสะสมของก๊าซมีเทน แต่ที่ผ่านมาทางส่วนท้องถิ่นเพิ่งปรับปรุงไปได้เพียง 5-6 เฮกตาร์ จากพื้นที่ทั้งหมด 33 เฮกตาร์ และจุดที่เกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ก็อยู่นอกเขตพื้นที่ควบคุม

ทั้งนี้ กระทรวงสิ่งแวดล้อมฯ ได้เตรียมมาตรการขั้นเด็ดขาด โดยจะเปิดปฏิบัติการตรวจสอบและประเมินผลบ่อขยะครั้งใหญ่จำนวน 390 แห่งทั่วประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะเริ่มขึ้นในต้นเดือนสิงหาคม 2026 นี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักสิทธิสิ่งแวดล้อมเน้นย้ำว่า ปัญหานี้จะไม่หมดไปตราบใดที่รัฐบาลยังไม่จริงจังกับการบังคับใช้กฎหมาย งบประมาณบริหารจัดการขยะในท้องถิ่นยังต่ำ และขาดการศึกษาให้ประชาชนคัดแยกขยะอินทรีย์ตั้งแต่ต้นทาง หากรูปแบบการทิ้งขยะยังคงปะปนกันเหมือนเดิม ใต้ดินก็จะยังคงผลิตก๊าซมีเทนต่อไป และเมื่อใดที่อากาศร้อนขึ้นมาอีกครั้ง ก็เตรียมใจรับมือกับเหตุไฟไหม้ครั้งใหม่.


ที่มา BBC / ANTARA