กลุ่ม OPEC+ ตกลงเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันรายเดือนขึ้นอีก เพื่อเพิ่มอุปทานสู่ตลาดโลก หลังจากราคาน้ำมันลดลงสู่ระดับก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางแล้ว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ก.ค. 2569 กลุ่ม OPEC+ ออกแถลงการณ์ระบุว่า ทางกลุ่มได้ตกลงที่จะปรับเพิ่มเป้าหมายกำลังการผลิตน้ำมันขึ้นอีกตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ซึ่งเป็นการเพิ่มอุปทานสู่ตลาดโลกในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันกำลังปรับตัวลดลง หลังจากการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซเริ่มฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง

กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันได้ตกลงร่วมกันระหว่างการประชุมทางออนไลน์ว่าจะเพิ่มโควตาการผลิตอีก 188,000 บาร์เรลต่อวันเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม หลังจากเพิ่งปรับเพิ่มโควตาสำหรับเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมไปก่อนหน้านี้

สมาชิกหลักทั้ง 7 รายของกลุ่ม OPEC+ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มโอเปก (OPEC) และพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมันรวมถึงรัสเซีย ได้ปรับเพิ่มโควตากำลังการผลิตของพวกตนตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงกรกฎาคมไปแล้วเกือบ 800,000 บาร์เรลต่อวัน

อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มกำลังการผลิตดังกล่าวส่วนใหญ่ยังคงมีผลแค่ในนามเท่านั้น เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ได้ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซต้องปิดตัวลงจนเรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถสัญจรผ่านไปได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมาชิกของ OPEC+ หลายรายรวมถึงซาอุดีอาระเบีย คูเวต และอิรัก

ข้อมูลจากโอเปกระบุว่า กำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ลดลงเหลือ 33.13 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม จากเดิมที่เคยอยู่ที่ 42.77 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ดี กำลังการผลิตเริ่มฟื้นตัวขึ้นในเดือนมิถุนายน หลังจากสหรัฐฯ พยายามช่วยเหลือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กับสมาชิก OPEC+ ให้สามารถส่งออกน้ำมันได้มากขึ้น

แม้ว่าตอนนี้ปัญหาอุปทานหยุดชะงักจะยังคงยืดเยื้อ แต่ราคาน้ำมันได้กลับคืนสู่ระดับช่วงก่อนเกิดสงครามแล้ว โดยได้รับแรงกดดันจากยอดการนำเข้าที่ลดลงของจีน ยอดการส่งออกที่สูงขึ้นจากกลุ่มผู้ผลิตนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง และการระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ระดับโลกครั้งประวัติศาสตร์

...

นอกจากนี้ บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและกรุงเตหะรานเพื่อยุติสงคราม ยังมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับบรรดาผู้ค้าว่า ในที่สุดแล้วอุปทานน้ำมันจะกลับคืนสู่ระดับปกติ

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ลดลงเหลือราว 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางแล้ว หลังจากเคยพุ่งไปสูงกว่า 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : cna