(ภาพจาก Zelenskiy / Official)


ผู้นำยูเครนเผยว่า กองทัพส่งโดรนโจมตีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของรัสเซียในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ทำให้เกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ขณะที่กองทัพยูเครนปฏิเสธข่าวที่ว่ารัสเซียยึดเมืองได้อีกแห่งแล้ว

เมื่อ 4 ก.ค. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่า ยูเครนเปิดฉากโจมตีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของรัสเซียเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า นี่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สร้างรายได้เพื่อการทำสงครามของรัสเซีย

เซเลนสกีกล่าวเมื่อเช้าวันเสาร์ว่า เป้าหมายที่ถูกโจมตีในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและภูมิภาคโดยรอบนั้น อยู่ห่างจากชายแดนยูเครนประมาณ 850 กิโลเมตร

แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดถึงขอบเขตความเสียหายในทันที แต่วิดีโอที่ประธานาธิบดียูเครนโพสต์เผยให้เห็นโดรนกำลังบินมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย และมีกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่มหึมาพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นที่ดังกล่าวหลังการโจมตี ซึ่งในเวลาต่อมาสำนักข่าวบีบีซี (BBC) ได้ยืนยันว่าคลังน้ำมันของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถูกโจมตีจริง

กองทัพยูเครนอธิบายว่า คลังน้ำมันแห่งนี้เป็น "หนึ่งในคลังน้ำมันที่ใหญ่ที่สุด" ในรัสเซีย ซึ่งมีความสามารถในการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้ถึง 12.5 ล้านตันต่อปี และบอกด้วยว่า ฐานทัพเรือหลักของกองเรือบอลติกของรัสเซียในเมืองครอนสตัดท์ (Kronstadt) ก็ถูกโจมตีเช่นกัน

ด้านนายอเล็กซานเดอร์ เบกลอฟ ผู้ว่าราชการเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก กล่าวว่า เมืองนี้ตกอยู่ภายใต้การโจมตีด้วยโดรน "ครั้งใหญ่" โดยมีโดรนของยูเครนจำนวน 72 ลำถูกยิงตกเหนือเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและภูมิภาคเลนินกราด พร้อมยอมรับว่าคลังน้ำมันถูกโจมตีจริง แต่ยืนยันว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

...

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ยูเครนยกระดับการโจมตีระยะไกลด้วยโดรนเข้าใส่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของรัสเซีย ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงเป็นวงกว้าง โดยรัฐบาลเคียฟอ้างว่า ความสามารถในการกลั่นน้ำมันเกือบ 43% ของรัสเซียถูก "ทำให้ใช้งานไม่ได้" จากผลพวงของการโจมตีดังกล่าว

ยูเครนระบุว่า โรงงานน้ำมันและก๊าซของรัสเซียถือเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรม เนื่องจากรัฐบาลมอสโกพึ่งพาการส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหนักเพื่อดำเนินการทำสงครามต่อไป

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ลงนามร่างกฎหมายในวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อมุ่งเพิ่มอุปทานเชื้อเพลิงเข้าสู่ตลาดในประเทศ หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเขาออกมายอมรับว่า เกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงอันเนื่องจากการโจมตีของยูเครน

อีกด้านหนึ่ง กองทัพยูเครนปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่า เมืองคอสเตียนตินิฟกา (Kostyantynivka) ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางตะวันออกของยูเครน ได้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว

โดยพันตรี อันดรีย์ คาวาลยอฟ โฆษกกองทัพ บอกกับบีบีซีว่า มีกลุ่มทหารราบขนาดเล็กแทรกซึมเข้าไปในแนวรบส่วนลึกของกองกำลังฝ่ายยูเครน แต่ทหารกลุ่มนั้นถูกพบและถูกทำลายแล้ว พร้อมย้ำว่า "เมืองคอสเตียนตินิฟกายังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังป้องกันตนเองของยูเครน"


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc