เกิดเหตุไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ในเมืองแอนต์เวิร์ปของเบลเยียม ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายราย โดยเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าจะควบคุมเพลิงเอาไว้ได้

เมื่อวันพุธที่ 1 ก.ค. 2569 ตำรวจเบลเยียมเปิดเผยว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่อาคารห้องชุดสูง 10 ชั้นแห่งหนึ่งในเมืองแอนต์เวิร์ป ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย ผู้ประสบภัยบางคนถึงขั้นต้องปีนระเบียงเพื่อหนีเอาชีวิตรอด

เพลิงไหม้ครั้งนี้เริ่มขึ้นก่อนเวลา 10.00 น.ของวันพุธ ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งออกมาจากชั้น 8 ของอาคารในย่าน ลิงเกอรูเวอร์ (Linkeroever) ขณะที่คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นภาพ ชายคนหนึ่งกำลังปีนจากระเบียงห้องของตัวเองผ่านหน้าต่างห้องข้างเคียงเพื่อหนีกลุ่มควัน

ตำรวจระบุว่า มีผู้พักอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้มากกว่า 200 คน และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้อพยพผู้คนออกจากห้องพักในอาคารแล้ว 80 ห้อง พร้อมชี้แจงว่าเพลิงไหม้ดังกล่าวมีสาเหตุมาจากปัญหาทางเทคนิคที่บริเวณชั้นล่าง แต่ไม่ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม

“เหตุการณ์นี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมากที่ย่านลิงเกอรูเวอร์” คิม บาสเตียนส์ โฆษกหญิงของสำนักงานตำรวจท้องถิ่นบอกกับสถานีโทรทัศน์สาธารณะของเบลเยียม พร้อมเสริมว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสและบาดเจ็บเล็กน้อย

ด้านเกิร์ต เดอวูล์ฟ ผู้อยู่อาศัยในอาคาร เล่าให้สถานีโทรทัศน์ VRT ฟังว่า กลุ่มควันหนาทึบทำให้พวกเขาไม่สามารถออกจากห้องได้ “พวกเราขังตัวเองไว้ในห้องและออกไปรอที่ระเบียง หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที เจ้าหน้าที่ดับเพลิงก็ใช้บันไดเข้ามาช่วยพวกเราลงมาจากระเบียง”

ส่วนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเปิดเผยว่า พวกเขาต้องเดินตรวจค้นแบบห้องต่อห้องเพื่อค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ภายใน พร้อมอธิบายว่าควันไฟได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วทั้งอาคาร ทำให้การอพยพประชาชนเป็นไปได้ยากลำบากยิ่งขึ้น

...

ชายอีกคนหนึ่งกล่าวว่า พ่อตาแม่ยายของเขา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บ็อบ คูลส์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแอนต์เวิร์ป ได้รับการอพยพออกจากอาคารสำเร็จและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว

ตำรวจระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้ทั้งหมดในช่วงบ่าย ขณะที่ มารี เดอ เคลริก โฆษกหญิงของหน่วยดับเพลิงแอนต์เวิร์ป กล่าวว่า นี่เป็นเหตุเพลิงไหม้ที่มีความซับซ้อน อีกทั้งทัศนวิสัยที่ย่ำแย่และควันหนาทึบภายในอาคารทำให้อุปสรรคในการดับไฟเพิ่มมากขึ้น


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc