รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มมาตรการผลักดันผู้อพยพไร้เอกสารไปยังประเทศที่สาม โดยส่งตัวรายแรกไปยัง "ปาเลา" ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กในมหาสมุทรแปซิฟิก ภายใต้ข้อตกลงแลกเปลี่ยนเงินอุดหนุนมูลค่า 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ผู้อพยพรายแรกกลับตัดสินใจออกจากเกาะแห่งนี้หลังอยู่ได้เพียง 2 สัปดาห์ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าสหรัฐฯ กำลังผลักภาระปัญหาผู้อพยพไปยังประเทศขนาดเล็ก

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานโดยอ้างอิงแถลงการณ์จากทำเนียบประธานาธิบดีปาเลา ระบุว่า สหรัฐฯ ได้เริ่มส่งผู้อพยพมายัง "ปาเลา" ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้แล้ว โดยผู้อพยพรายแรกได้เดินทางมาถึงช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

สำนักงานของประธานาธิบดี สุรังเกล วิปส์ จูเนียร์ แห่งปาเลา ระบุในแถลงการณ์ว่า "ต้อนรับบุคคลแรกที่สนามบินในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม นำตัวเขาไปยังที่พักชั่วคราว พร้อมทั้งช่วยดำเนินการเรื่องโทรศัพท์มือถือและช่วยให้เขาปรับตัวเข้ากับที่นี่"

ข้อตกลงดังกล่าวตั้งเป้าให้ผู้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานและหางานทำในปาเลา เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสถานที่ที่พวกเขาไม่คุ้นเคย ไม่มีทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง หรือความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมใดๆ อย่างไรก็ตาม ผู้อพยพรายแรกนี้อาศัยอยู่บนเกาะได้ไม่ถึงสองสัปดาห์หลังจากเดินทางมาถึงเมืองโกรอร์ ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของประเทศ

ทางทำเนียบประธานาธิบดีปาเลาเปิดเผยว่า "หลังจากผ่านไปประมาณสองสัปดาห์ เขาตัดสินใจที่จะไม่พำนักอยู่ที่นี่ต่อ" โดยข้อมูลพื้นฐานของชายคนดังกล่าว รวมถึงเหตุผลที่เขาถูกเนรเทศจากสหรัฐฯ และจุดหมายปลายทางที่เขาเดินทางไปต่อหลังจากออกจากปาเลา ยังคงถูกปิดเป็นความลับและไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี สุรังเกล วิปส์ จูเนียร์ เคยยกย่องข้อตกลงรับผู้เนรเทศนี้ว่าเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ทั้งปาเลาและสหรัฐฯ โดยระบุในพิธีลงนามข้อตกลงเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมาว่า "มันคือการชนะไปด้วยกัน เราได้ช่วยเหลือสหรัฐฯ และเราได้ช่วยเหลือบุคคลเหล่านี้ที่กำลังต้องการสถานที่ที่ปลอดภัยในการอยู่อาศัย และหวังว่าพวกเขาจะมีงานทำและมีความสุขในปาเลา"

...

ภายใต้ข้อตกลงนี้ ปาเลาตกลงที่จะรับผู้อพยพที่ถูกเนรเทศจำนวนสูงสุด 75 คน โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่า ผู้ลี้ภัยทุกคนต้องไม่มีประวัติอาชญากรรม และปาเลามีสิทธิ์เด็ดขาดในการ "วีโต้" หรือปฏิเสธบุคคลที่ไม่ต้องการรับเข้าประเทศ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน สหรัฐฯ จะจ่ายเงินสนับสนุนให้แก่พาเลาจำนวน 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 255 ล้านบาท) เพื่อนำไปใช้พัฒนาระบบบริการสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น

แม้ผู้นำประเทศจะมองว่าเป็นข้อตกลงที่ดี แต่มาตรการนี้กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านอย่างหนักจากภายในประเทศ โดยกลุ่มสมาชิกรัฐสภาของปาเลาได้ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อระงับนโยบายดังกล่าว แต่ก็ต้องพ่ายแพ้คดีไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

นายฮอกคอนส์ บาอูเลส ผู้นำวุฒิสภาของปาเลา ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ABC ของออสเตรเลียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยระบุว่า "อธิปไตยของพาเลากำลังถูกละเลย เรารู้สึกเหมือนว่าพวกเขากำลังเอาปัญหาของตัวเองมาทิ้งไว้ที่ปาเลา"

ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมาชี้แจงต่อกรณีดังกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคง "ยึดมั่นอย่างแน่วแน่ในการยุติการอพยพย้ายถิ่นฐานที่ผิดกฎหมายและการอพยพของคนกลุ่มใหญ่ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงบริเวณชายแดนของอเมริกา" พร้อมปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับรายละเอียดของการสื่อสารทางการทูตเป็นการภายในกับรัฐบาลพาเลา

ทั้งนี้ ปาเลา ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรน้อยที่สุดในโลก โดยมีประชากรเพียงประมาณ 20,000 คน กระจายอยู่ตามเกาะภูเขาไฟและเกาะปะการังหลายร้อยเกาะ แม้จะได้รับเอกราชในปี 1994 แต่พาเลายังคงมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ อย่างมากภายใต้ข้อตกลง "Compact of Free Association"

ภายใต้เงื่อนไขนี้ สหรัฐฯ จะได้รับสิทธิ์ในการใช้พื้นที่ของปาเลาเพื่อผลประโยชน์ทางการทหาร แลกกับการที่สหรัฐฯ ต้องสนับสนุนงบประมาณมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ และรับหน้าที่ดูแลระบบป้องกันประเทศและความมั่นคงทั้งหมดให้แก่ปาเลา นอกจากนี้ ปาเลายังเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่ยังคงให้การรับรองทางการทูตแก่ "ไต้หวัน" แทนสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย

ทั้งนี้ นโยบายส่งผู้อพยพไปยังประเทศที่สามของทรัมป์ไม่ได้เกิดขึ้นที่ปาเลาเป็นที่แรก ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ ได้มีการทำข้อตกลงในลักษณะคล้ายกันเพื่อผลักดันผู้แสวงหาที่พักพิงไปยังประเทศอื่นๆ เช่น เอลซัลวาดอร์ และยูกันดา มาแล้ว.


ที่มา AFP