ศาลอินโดนีเซียพิพากษาจำคุก "นาเดียม มาคาริม" อดีตรัฐมนตรีศึกษาธิการและผู้ร่วมก่อตั้งแอปพลิเคชัน Gojek เป็นเวลา 10 ปี หลังตัดสินว่ามีความผิดในคดีทุจริตจัดซื้อแล็ปท็อป Chromebook สำหรับโรงเรียนในช่วงโควิด-19 จนรัฐเสียหายกว่า 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เจ้าตัวยืนยันความบริสุทธิ์และเตรียมยื่นอุทธรณ์
ศาลปราบปรามการทุจริตอินโดนีเซีย มีคำพิพากษาวันนี้ (30 มิ.ย.) ตัดสินจำคุกเป็นเวลา 10 ปี แก่ นายนาดีม มาคาริม (Nadiem Makarim) อายุ 41 ปี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและผู้ร่วมก่อตั้ง "Gojek" ซูเปอร์แอปพลิเคชันชื่อดังระดับเอเชีย ในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบ
นอกจากโทษจำคุกแล้ว ศาลยังสั่งปรับเงินมาคาริมเป็นจำนวน 1 พันล้านรูเปียห์ (ราว 1.85 ล้านบาท) และสั่งให้ชำระเงินชดเชยค่าเสียหายแก่รัฐอีกสูงถึง 8.09 แสนล้านรูเปียห์ (ราว 1.5 พันล้านบาท) ซึ่งหากเขาไม่มีเงินจ่ายค่าปรับและค่าเสียหายดังกล่าว จะต้องรับโทษจำคุกเพิ่มเติม ซึ่งมาคาริมระบุว่านี่เท่ากับเขาต้องถูกจำคุกรวมเกือบ 15 ปี
คดีความดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี 2021-2022 ระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยอัยการยื่นฟ้องว่า มาคาริมใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทกูเกิล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนรายใหญ่ของ Gojek ในการจัดซื้อจัดจ้างแล็ปท็อป Chromebook ให้แก่โรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเขาเขียนข้อกำหนดการประมูลที่ล็อกสเปกให้รองรับเฉพาะระบบปฏิบัติการ ChromeOS เท่านั้น เพื่อให้กูเกิลกลายเป็นผู้ควบคุมระบบนิเวศทางการศึกษาของอินโดนีเซียแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งอัยการระบุว่ามาคาริมได้รับผลประโยชน์ส่วนตัวจากดีลนี้ไปถึง 46.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.54 พันล้านบาท) และสร้างความเสียหายต่อรัฐรวมกว่า 120-125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.98 - 4.15 พันล้านบาท)
...
นอกจากนี้ อัยการยังชี้ว่าโครงการจัดซื้อดังกล่าวขัดต่อคำสั่งเดิมของกระทรวงเมื่อปี 2018 ที่ระบุว่าคอมพิวเตอร์เหล่านี้ต้องพึ่งพาระบบอินเทอร์เน็ตในการใช้งาน ซึ่งไม่เหมาะสมอย่างยิ่งกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลของอินโดนีเซียที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตยังเข้าไม่ถึง แต่กระทรวงภายใต้การนำของมาคาริมก็ยังเดินหน้าจัดซื้อต่อไป หลังจากเขาได้เข้าพบกับผู้แทนของกูเกิล ในปี 2020
หลังรับฟังคำพิพากษา นาดีม มาคาริม ซึ่งเดินทางมาศาลพร้อมกับ ฟรังกา มาคาริม ภรรยา ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนยืนยันว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ และการจัดซื้อ Chromebook ช่วยให้รัฐประหยัดงบประมาณได้มากขึ้นด้วยซ้ำ พร้อมทั้งปฏิเสธว่าเงินลงทุนของกูเกิลใน Gojek ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับโครงการของรัฐ
มาคาริมกล่าวว่า "ผมถูกตัดสินโทษบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ไร้เหตุผลสิ้นดี ผู้พิพากษาทั้ง 4 คนที่สั่งจำคุกผม 10 ปี ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาผมตรง ๆ ด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้ผมบอกศาลว่า ผมยอมเสียสละอย่างมากเพื่อมาทำงานรับใช้บ้านเมือง แต่รางวัลที่ผมได้รับกลับเป็นลูกกรงเหล็ก" ขณะที่ทนายความของเขายืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์สู้คดีต่อไป ด้านกูเกิล และกลุ่ม GoTo ไม่ได้ถูกตั้งข้อหาใด ๆ และปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับกรณีนี้
บรรยากาศที่ศาลเป็นไปอย่างโกลาหล เมื่อกลุ่มคนขับ Gojek ในเสื้อแจ็กเก็ตสีเขียวเอกลักษณ์ และผู้สนับสนุนจำนวนมากเดินทางมาปักหลักให้กำลังใจ พร้อมชูป้ายข้อความ "เราอยู่เคียงข้างนาดีม" และส่งเสียงตะโกนลั่นว่า "นาดีมเป็นผู้บริสุทธิ์!" ในขณะที่ตัวเขาเข้าไปสวมกอดกับกลุ่มคนขับด้วยความตื้นตัน
นักวิเคราะห์และนักเคลื่อนไหวหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า คดีนี้อาจเป็นการใช้กระบวนการปราบปรามการทุจริตเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าม โดยมองว่ามาคาริมเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางการเมืองของอดีตประธานาธิบดีโจโก วิโดโด เช่นเดียวกับอดีตรัฐมนตรีอีกหลายคนที่เคยถูกตัดสินโทษแต่ได้รับการอภัยโทษในเวลาต่อมา
อุสมาน ฮามิด ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อินโดนีเซีย ระบุว่า คนรุ่นใหญ่มองมาคาริมเป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลง แต่กลับต้องมาติดกับดักในระบบราชการที่มีปัญหาเชิงโครงสร้าง ขณะที่ อันโดวี ดา โลเปซ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนรุ่นใหม่ เตือนว่า คำตัดสินนี้จะสร้างความหวาดกลัวให้กับคนรุ่นใหม่และผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน จนไม่มีใครกล้าเข้ามาทำงานพัฒนาประเทศร่วมกับรัฐบาลอีกต่อไป เนื่องด้วยกลัวว่าจะถูกยัดข้อหาและกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป.