ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่า คำสั่งปลด ลิซา คุก ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ของโดนัลด์ ทรัมป์ นั้น ผิดรัฐธรรมนูญ และให้เธออยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ระหว่างการต่อสู้คดีทุจริตจำนอง

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิ.ย. 2569 ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ปฏิเสธความพยายามของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการสั่งปลดผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จากตำแหน่งทันทีโดยยังไม่พิสูจน์ความผิด ซึ่งถือเป็นคำตัดสินครั้งประวัติศาสตร์ที่จำกัดอำนาจของประธานาธิบดีที่มีเหนือธนาคารกลาง

ด้วยมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 เสียง ศาลมีคำวินิจฉัยว่า ลิซา คุก สามารถดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดต่อไปได้ ในระหว่างที่เธอต่อสู้ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตจำนองที่ยังไม่มีการพิสูจน์ ซึ่งยื่นฟ้องโดยเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของทรัมป์

“ศาลตัดสินคำร้องนี้ด้วยหลักการตีความแบบแคบ ว่า ประธานาธิบดีล้มเหลวในการให้ความคุ้มครองทางกระบวนการยุติธรรมตามที่ (ลิซา) คุก พึงมีสิทธิ์ได้รับตามกฎหมาย และหากไม่มีความคุ้มครองดังกล่าว เธอจะไม่สามารถโต้แย้งข้อกล่าวหาที่ประธานาธิบดียื่นฟ้องต่อเธอได้อย่างเหมาะสม” คณะผู้พิพากษาระบุ

ลิซา คุก ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ
ลิซา คุก ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ

...


คดีนี้มุ่งเน้นไปที่ ลิซา คุก ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากโจ ไบเดน โดยวาระการดำรงตำแหน่ง 14 ปีของเธอในคณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ มีกำหนดจะสิ้นสุดลงในปี 2581 โดยเธอถือเป็นผู้หญิงผิวดำคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งในบอร์ดบริหารของเฟด

เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ทรัมป์ประกาศปลด ลิซา คุก ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างกะทันหัน โดยอ้างว่าเขามีหลักฐานว่าคุกก่อเหตุทุจริตการจำนอง หรือการที่ผู้ซื้อบ้านระบุชื่ออสังหาริมทรัพย์หลังที่สองว่าเป็นที่อยู่อาศัยหลักเพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองที่ดีกว่า ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ผิดกฎหมาย

ด้านคุกปฏิเสธข้อกล่าวหาและยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์ โดยระบุว่าเธอถูกปลดโดยไม่มีเหตุผลอันควร

คำตัดสินของคณะผู้พิพากษาเพื่อปกป้องเฟดในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไปจากวิธีที่ศาลเคยปฏิบัติต่อทรัมป์ในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง ซึ่งส่วนใหญ่ศาลมักจะอนุญาตให้ประธานาธิบดีมีอำนาจในวงกว้างในการดำเนินนโยบายตามวาระของตนโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

ในวันเดียวกันนี้ ศาลยังมีคำวินิจฉัยด้วยว่า ทรัมป์ “มีอำนาจ” ในการปลด รีเบกกา สลอเทอร์ กรรมการจากพรรคเดโมแครตประจำคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ (FTC) ซึ่งถูกให้ออกจากตำแหน่งก่อนที่วาระของเธอจะสิ้นสุดลง

นอกจากนั้น ศาลยังอนุญาตให้ทรัมป์ปลดสมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้งจากพรรคเดโมแครตออกจากคณะกรรมการความสัมพันธ์แรงงานแห่งชาติ (NLRB) ส่งผลให้บอร์ดสหภาพแรงงานที่มีอำนาจสูงนี้ขาดองค์ประชุมที่จำเป็นในการตัดสินข้อพิพาทด้านแรงงาน

อีกทั้งศาลยังได้ริบอำนาจของศาลแขวงชั้นต้นในการออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มักถูกนำมาใช้เพื่อสกัดกั้นทรัมป์ในการบริหารประเทศสมัยแรก

และศาลยังได้ระงับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่จำกัดไม่ให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ใช้เรื่องเชื้อชาติและชาติพันธุ์เป็นเกณฑ์ในการตั้งข้อสงสัยอย่างสมเหตุสมผลในการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองด้วย

อย่างไรก็ตาม ศาลดูเหมือนจะมุ่งมั่นที่จะปกป้องเฟด โดยคำตัดสินนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของธนาคารกลาง ซึ่งเผชิญกับการโจมตีจากทำเนียบขาวมาตลอดปีที่ผ่านมา เนื่องจากเฟดไม่ยอมลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานตามที่ทรัมป์ต้องการ


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : the guardian