รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศแผนการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ มูลค่าเกือบ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 39.9 ล้านล้านบาท) หรือเทียบเท่าเกือบ 2 ใน 3 ของมูลค่าจีดีพีประเทศ เพื่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดักเตอร์และศูนย์ข้อมูล AI แห่งใหม่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ หวังชิงเค้กก้อนโตจากกระแส AI เติบโตระดับโลก พร้อมแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและฟื้นฟูเศรษฐกิจนอกกรุงโซล
ประธานาธิบดี อี แจมยอง แห่งเกาหลีใต้ แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจาก ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ และ เอสเค ไฮนิกซ์ (SK hynix) สองยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำของโลก เพื่อเปิดตัวความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ประธานาธิบดีลี แจมยอง ระบุว่า "ความเร็วคือหนทางเดียวในการอยู่รอด เราต้องครอบครององค์ประกอบหลักของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้ได้เร็วกว่าประเทศอื่นใดในโลก" พร้อมเน้นย้ำว่า เซมิคอนดักเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์ทางกายภาพ และดาต้าเซ็นเตอร์ AI คือ 3 แกนหลักที่จะขับเคลื่อนการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของประเทศ
คิม จอง-กวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยแผนการลงทุนเพื่อเปลี่ยนโฉมภูมิภาคกวางจูและจอลลา ให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญอันดับสองของประเทศ เคียงข้างศูนย์กลางที่มีอยู่แล้วในเขตมหานครโซล ในระหว่างการบรรยายสรุปด้านการลงทุนระดับชาติซึ่งมีประธานาธิบดี อี แจ มยอง เป็นประธาน ณ ทำเนียบประธานาธิบดี
ภายใต้แผนการดังกล่าว ซัมซุง และ เอสเค ไฮนิกซ์ จะร่วมลงทุนเป็นเม็ดเงินสูงถึง 800 ล้านล้านวอน (ราว 17.25 ล้านล้านบาท) เพื่อสร้างฐานการผลิตชิปคอมพิวเตอร์แห่งใหม่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า โครงการนี้จะประกอบด้วยโรงงานผลิตระดับก้าวหน้าจำนวน 4 แห่ง ซึ่งแบ่งเป็นของซัมซุง 2 แห่ง และเอสเค ไฮนิกซ์ 2 แห่ง โดยรัฐบาลจะปรับลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุมัติใบอนุญาตและการก่อสร้างให้สั้นลงอย่างมาก เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดโลกอย่างเบ็ดเสร็จ
...
นอกเหนือจากโรงงานผลิตชิปแล้ว รัฐบาลเกาหลีใต้ยังประกาศแผนลงทุนแยกต่างหากอีกกว่า 1 พันล้านล้านวอน (ราว 21 ล้านล้านบาท) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ AI โดยนายแบ คยองฮุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เผยว่า ในเฟสแรกจะทุ่มเงิน 550 ล้านล้านวอนภายในปี 2029 และตั้งเป้าว่าภายในปี 2035 จะสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI ที่มีกำลังไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 10 กิกะวัตต์ รวมเป็นกำลังไฟฟ้ารวมทั้งสิ้นกว่า 18.4 กิกะวัตต์
ในการประชุมซึ่งมีนายลี แจ-ยอง ประธานบริษัทซัมซุง อิเล็กโทรนิคส์ และนายเช แท-วอน ประธานกลุ่มบริษัทเอสเค เข้าร่วมด้วย นายคิมได้กล่าวถึงแผนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมที่จะลงทุน 30 ล้านล้านวอน (ราว 6.46 แสนล้านบาท) ในอีก 15 ปีข้างหน้า เพื่อสนับสนุนห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั้งหมด ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การออกแบบชิป ไปจนถึงการทดสอบและการผลิต
ข้อได้เปรียบสำคัญของพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้คือ แหล่งพลังงานหมุนเวียนที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้บรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานสะอาดตามเกณฑ์สากลได้ง่ายขึ้น ขณะที่ประธานาธิบดีลียังโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ยืนยันว่า จากการประเมินพบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพเพียงพอที่จะจัดส่งน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมได้สูงถึง 1 ล้านตันต่อวัน เพื่อรองรับการผลิตชิปที่ต้องใช้น้ำในปริมาณมหาศาล
โครงการนี้ถือเป็นนโยบายหลักของประธานาธิบดีลี แจมยอง ในการแก้ไขปัญหาการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมในเมืองหลวงอย่างกรุงโซล ซึ่งส่งผลให้พื้นที่ชนบทและหัวเมืองทางใต้ เช่น ควังจู และจังหวัดจอลลา เกิดภาวะซบเซาและถูกตัดขาดจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960-1970
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยชั้นนำได้ออกมาแสดงความกังวล โดยศาสตราจารย์ อี จงฮวาน จากมหาวิทยาลัยซังมยอง ระบุว่า ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ "แรงงานทักษะสูงและซัพพลายเออร์เกือบทั้งหมดล้วนกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองหลวง" การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ศูนย์อาจต้องใช้เวลามากกว่า 5 ปี ขณะที่ ศักดิ์ศรีทางธุรกิจอาจได้รับความเสี่ยงหากรัฐบาลไม่มีมาตรการจูงใจที่คุ้มค่าพอในการดึงดูดให้แรงงานย้ายถิ่นฐาน
การประกาศแผนลงทุนจำนวนมหาศาลครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในระดับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น ที่ต่างทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อดึงโรงงานชิปไปตั้งในประเทศตนเอง โดยในปัจจุบัน บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง กูเกิล, แอมะซอน และ เมตา มีแผนใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมกันสูงถึง 6.5 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ ส่งผลให้ ซัมซุง และ เอสเค ไฮนิกซ์ ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์หลักของ Nvidia โกยกำไรและมูลค่าหุ้นพุ่งกระฉูดจนมูลค่าตลาดของเอสเค ไฮนิกซ์ ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไปเมื่อเดือนพฤษภาคม
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการเติบโตนี้ เริ่มมีสัญญาณเตือนจากนักลงทุนบางส่วนเกี่ยวกับภาวะ "โอเวอร์อินเวสต์" หรือการทุ่มเงินทุนมากเกินไปในอุตสาหกรรม AI จนส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีบางส่วนเริ่มปรับตัวลดลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา รวมถึงแรงกดดันภายในประเทศเกาหลีใต้เองที่มีการถกเถียงเรื่องการปันผลกำไรมหาศาลนี้กลับคืนสู่สังคม โดยทำเนียบประธานาธิบดีมีแนวคิดที่จะนำภาษีส่วนเกินจากธุรกิจ AI ไปสนับสนุนสตาร์ทอัพคนรุ่นใหม่ รวมถึงจัดสรรเป็นรายได้พื้นฐานให้แก่ชุมชนเกษตรกรรมและประมงในพื้นที่ชนบทต่อไป.