เม็กซิโกและสหรัฐฯ เปิดโรงงานผลิตแมลงวันหมันมูลค่ากว่า 50-61 ล้านดอลลาร์ในรัฐชีอาปัส มุ่งยุติวงจรการสืบพันธุ์ของ "หนอนแมลงวันเจาะเนื้อ" หลังพบสัตว์ติดเชื้อในเม็กซิโกทะลุ 30,000 ตัว และลามเข้าสู่รัฐเท็กซัส จนกระทบตลาดค้าปศุสัตว์ข้ามพรมแดนอย่างหนัก เผยเตรียมกำลังผลิตสูงสุดถึง 100 ล้านตัวต่อสัปดาห์

ประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาม ผู้นำเม็กซิโก พร้อมด้วยนางบรูค โรลลินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ ได้ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานผลิตแมลงวันหมันอย่างเป็นทางการ ที่เมืองเมตาปา เด โดมิงเกซ รัฐชีอาปัส ทางตอนใต้ของเม็กซิโก 

โรงงานแห่งนี้เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโก ที่ใช้เงินลงทุนกว่า 50-61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.7-2.1 พันล้านบาท) โดยถูกสร้างขึ้นภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปีเพื่อทำหน้าที่ผลิตหนอนแมลงวันเจาะเนื้อที่ผ่านการทำให้เป็นหมัน ซึ่งเมื่อโรงงานเดินหน้าเต็มกำลังการผลิต จะสามารถปล่อยแมลงวันหมันได้มากถึง 100 ล้านตัวต่อสัปดาห์ เพื่อส่งพวกมันไปผสมพันธุ์กับแมลงวันป่าในธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยตัดวงจรการขยายพันธุ์ของพวกมันลงได้

"หนอนแมลงวันเจาะเนื้อ" เป็นปรสิตอันตรายที่จะวางไข่ในบาดแผลเปิดหรือเนื้อเยื่อเมือกของสัตว์เลือดอุ่น จากนั้นไข่จะฟักเป็นตัวหนอนชอนไชกินเนื้อเป็นอาหาร หากสัตว์ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต และสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว

แม้หน่วยงานความร่วมมือระหว่างปานามาและสหรัฐฯ เพื่อการกำจัดและป้องกันหนอนแมลงวันเจาะเนื้อ  จะเคยออกคำเตือนมาตั้งแต่ปี 2023 ว่าปรสิตชนิดนี้กำลังแพร่กระจายขึ้นมาทางเหนือ แต่การควบคุมกลับเป็นไปอย่างยากลำบาก เม็กซิโกตรวจพบผู้ติดเชื้อรายแรกในรัฐชีอาปัสเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 และในปัจจุบันมีสัตว์ติดเชื้อในเม็กซิโกแล้วมากกว่า 30,000 ตัว

...

สถานการณ์ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อปรสิตลุกลามข้ามพรมแดนเข้าสู่สหรัฐฯ โดยมีการยืนยันพบสัตว์ติดเชื้อในรัฐเท็กซัสเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ของสหรัฐฯ เนื่องจากในอดีตสหรัฐฯ เคยกำจัดปรสิตชนิดนี้หมดไปตั้งแต่ปี 1966 และเคยระบาดสั้น ๆ ในฝูงกวางที่รัฐฟลอริดาเมื่อปี 2016 โดยใช้เทคนิคการปล่อยแมลงวันหมันแบบเดียวกันนี้

"ประเทศของเราเคยชนะมันมาแล้วเมื่อ 40-50 ปีก่อน และเราจะเอาชนะหนอนแมลงวันเจาะเนื้อนี้ได้อีกครั้งอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ด้วยการทำงานที่ยอดเยี่ยมที่จะเกิดขึ้นในโรงงานแห่งนี้" รัฐมนตรีเกษตรสหรัฐฯ กล่าว

ผลกระทบจากการระบาดส่งผลให้สหรัฐฯ ประกาศปิดพรมแดนระงับการนำเข้า "โคมีชีวิต" จากเม็กซิโกมาตั้งแต่ปี 2025 เพื่อความปลอดภัย ซึ่งมาตรการนี้สร้างความปั่นป่วนให้กับระบบห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากเดิมทีเม็กซิโกต้องส่งออกโคมีชีวิตมากกว่า 1 ล้านตัวต่อปีให้แก่ขุนวัวในรัฐเท็กซัส ส่งผลให้ฟาร์มหลายแห่งในสหรัฐฯ ขาดแคลนสัตว์และทำให้ปริมาณโคในคลังลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์

อย่างไรก็ตาม วิกฤตนี้ได้เปลี่ยนผ่านโครงสร้างภายในของเม็กซิโกเช่นกัน โดยเกษตรกรชาวเม็กซิกันที่เคยส่งออกวัวเป็นขึ้นไปทางเหนือ ได้หันมาลงทุนในอุตสาหกรรมขุนวัวและโรงฆ่าสัตว์ภายในประเทศแทน ส่งผลให้เม็กซิโกเปลี่ยนรูปแบบมาส่งออก "เนื้อวัวแปรรูป" ไปยังสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในปี 2026 นี้

"โรคระบาดในสัตว์ ศัตรูพืช และความท้าทายด้านความปลอดภัยทางอาหารไม่ได้ถูกจำกัดด้วยพรมแดน" ประธานาธิบดีเชนบอมของเม็กซิโกกล่าวว่า "เมื่อเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ คำตอบที่ดีที่สุดคือการร่วมมือกัน แบ่งปันประสบการณ์ และสร้างทางออกไปด้วยกัน"

โรงงานผลิตแมลงวันหมันแห่งใหม่ในเม็กซิโกนี้ จะช่วยเพิ่มจำนวนแมลงวันหมันในระบบขึ้นอีกเท่าตัว นอกเหนือจากโรงงานเดิมของ COPEG ในปานามาที่เดินเครื่องเต็มกำลังผลิตอยู่ที่ 100 ล้านตัวต่อสัปดาห์ โดยแมลงวันหมันชุดล่าสุดถูกนำไปปล่อยในพื้นที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ใกล้กับรัฐเท็กซัส เพื่อเร่งสกัดกั้นการระบาดอย่างเร่งด่วน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ เองก็กำลังเร่งสร้างโรงงานผลิตแมลงวันหมันของตัวเองในรัฐเท็กซัสเช่นเดียวกัน.


ที่มา REUTERS / AFP