รัฐบาลฝรั่งเศสจับมือรัฐวิสาหกิจพลังงาน EDF และสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ประกาศอัดฉีดงบประมาณเร่งด่วนกว่า 130 ล้านยูโร หรือราว 4.95 พันล้านบาท เพื่อติดตั้งระบบทำความเย็นและปรับปรุงอาคารโรงเรียน-สถานรับเลี้ยงเด็กหมื่นแห่งทั่วประเทศ หลังเผชิญวิกฤตคลื่นความร้อนรุนแรงทุบสถิติ จนส่งผลกระทบต่อการจัดสอบไล่ครั้งสำคัญของนักเรียนมัธยมปลายและมัธยมต้นกว่า 850,000 คน
รัฐบาลฝรั่งเศสร่วมกับบริษัทพลังงานแห่งชาติ EDF และกลุ่มสถาบันการเงินชั้นนำ ประกาศจัดสรรงบประมาณเร่งด่วนรวมกว่า 130 ล้านยูโร (ประมาณ 4,950 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการติดตั้งระบบทำความเย็นและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในโรงเรียน อนุบาล และสถานรับเลี้ยงเด็กทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตคลื่นความร้อนที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากอาคารเรียนส่วนใหญ่ในฝรั่งเศส ซึ่งเดิมทีไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับอุณหภูมิที่สูงจัดและส่วนใหญ่ไม่มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนที่ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (25 มิ.ย.) ซึ่งเป็นวันที่ร้อนที่สุดของสัปดาห์ โรงเรียนประถมศึกษาประมาณ 3,500 แห่งต้องประกาศปิดการเรียนการสอนชั่วคราว ขณะที่อีกกว่า 10,000 แห่งต้องปรับเปลี่ยนเวลาเรียนเพื่อความปลอดภัยของเด็ก ๆ
สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความยากลำบากอย่างยิ่งต่อการเรียนการสอนในห้องเรียนที่ร้อนอบอ้าวไม่ต่างจากเตาอบ และยังส่งผลกระทบต่อการจัดสอบไล่ครั้งสำคัญของนักเรียนมัธยมปลายและมัธยมต้นกว่า 850,000 คน จนทำให้บางโรงเรียนต้องเลื่อนการสอบปากเปล่าออกไป ขณะที่สหภาพครูฝรั่งเศสได้รวมตัวประท้วงหยุดงานเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อ "สภาพการทำงานที่ย่ำแย่และยอมรับไม่ได้"
...
ตามรายละเอียดโครงการ บริษัท EDF ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าของฝรั่งเศส จะเป็นผู้จัดสรรงบประมาณก้อนแรกจำนวน 80 ล้านยูโร (ประมาณ 3,100 ล้านบาท) โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก โดยงบก้อนแรก 40 ล้านยูโร จะใช้จัดซื้ออุปกรณ์ทำความเย็นมากกว่า 100,000 รายการ เช่น พัดลม เครื่องพ่นละอองน้ำ เครื่องปรับอากาศแบบเคลื่อนที่ และแอร์แบบติดตั้งถาวร เพื่อกระจายไปยังสถานศึกษาและศูนย์ดูแลเด็กมากกว่า 10,000 แห่งให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนกันยายน 2026 นี้
ส่วนงบอีก 40 ล้านยูโร จะถูกแจกจ่ายเป็นเงินอุดหนุนแบบเหมาจ่ายจำนวน 10,000 ยูโร (ราว 380,000 บาท) ต่อหนึ่งสถานศึกษา เพื่อช่วยเหลือในการระดมทุนสำหรับโครงการทำความเย็นในระยะยาวไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2027
ด้านนายแบร์นาร์ด ฟอนตานา ซีอีโอของ EDF ระบุในแถลงการณ์ว่า "ในขณะที่คลื่นความร้อนเริ่มส่งผลกระทบต่อประเทศของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ เราต้องการดำเนินมาตรการที่เห็นผลเป็นรูปธรรมเพื่อช่วยเหลือโรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็ก ให้มีเครื่องมือทำความเย็นที่พร้อมใช้งานทันที รวมถึงการปรับปรุงระบบในระยะยาว"
นอกจากนี้ กลุ่มสถาบันการเงินซึ่งประกอบด้วย Banque des Territoires, Banque Postale และองค์กรเพื่อประสิทธิภาพพลังงานท้องถิ่น (ACTEE) ได้ประกาศจัดสรรงบสมทบอีก 50 ล้านยูโร (ประมาณ 1,900 ล้านบาท) เพื่อปรับปรุงโรงเรียนอีกกว่า 12,500 แห่ง นอกจากนี้ยังมีงบประมาณเสริมจาก "กองทุนสีเขียว" อีก 60 ล้านยูโรที่สามารถดึงมาสมทบเพิ่มเติมได้
นายโรลองด์ เลสคูร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของฝรั่งเศส เปิดเผยผ่านสถานีวิทยุ France Culture ว่า "เราจะเริ่มดำเนินการทันทีในสัปดาห์หน้ากับโรงเรียนนำร่อง 2,500 แห่ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่แนวหน้าและมีความเสี่ยงต่อความร้อนมากที่สุด"
โดยโรงเรียนในกลุ่มเปราะบางนี้ ซึ่งรวมถึงโรงเรียนที่ต้องปิดการเรียนการสอนในช่วงที่ผ่านมา จะได้รับงบช่วยเหลือฉุกเฉินจำนวน 10 ล้านยูโรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อจัดหาแนวทางแก้ไขอย่างรวดเร็ว เช่น การติดตั้งหลังคากันแดด พัดลมเพดานช่วยหมุนเวียนอากาศ อุปกรณ์ป้องกันแสงแดด และระบบระบายอากาศ นอกจากนี้ สำหรับโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ทางรัฐบาลกำลังพิจารณาติดตั้งระบบปั๊มความร้อนแบบย้อนกลับ ซึ่งสามารถปรับเป็นเครื่องปรับอากาศในฤดูร้อนได้ เพื่อรับประกันว่าอย่างน้อยที่สุดจะต้องมีห้องเรียนที่เย็นสบายอย่างน้อย 1 ห้องสำหรับเหล่านักเรียนและบุคลากร
ที่ผ่านมา ความล่าช้าในการจัดการของรัฐทำให้ผู้ปกครองของนักเรียนหลายแห่งต้องหันมาหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบ "ทำด้วยตัวเอง" เพื่อลดอุณหภูมิในห้องเรียนของลูก ๆ เช่น การใช้ผงชอล์กขาว มาทาเคลือบกระจกหน้าต่างเพื่อสะท้อนแสง หรือการนำผ้าห่มฉุกเฉินฟอยล์กู้ชีพ มาแปะติดไว้ที่หน้าต่างเพื่อกันความร้อน
ด้านนายเอดูอาร์ด เฌฟเฟรย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมากล่าวชื่นชมแผนงานดังกล่าว โดยย้ำว่าเป็นโครงการที่จะมอบทางออกที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ให้กับโรงเรียนต่าง ๆ "ตั้งแต่วันหยุดฤดูร้อนนี้เป็นต้นไป" เพื่อไม่ให้ระบบการศึกษาของประเทศต้องอัมพาตจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงในอนาคต.
ที่มา Ouest-France / AFP