แอปเปิล บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลก ประกาศปรับขึ้นราคาสินค้าในกลุ่มคอมพิวเตอร์ MacBook แท็บเล็ต iPad รวมถึงอุปกรณ์ความบันเทิงอย่าง Apple TV และลำโพงอัจฉริยะ HomePod เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าบริษัทไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องจากการขยายตัวอย่างมหาศาลของศูนย์ข้อมูลในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

การปรับขึ้นราคาในครั้งนี้ แม้จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อ "iPhone" ซึ่งเป็นสินค้าทำเงินหลักของบริษัทในปัจจุบัน แต่ก็ส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ยอดนิยมรุ่นอื่น ๆ บนหน้าเว็บไซต์หลักของ Apple ในสหรัฐฯ อย่างชัดเจน โดยมีราคาปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 30 ถึง 300 ดอลลาร์สหรัฐ โดย MacBook Pro รุ่นหน้าจอ 14 นิ้ว (ความจุ 1 TB) ราคาพุ่งจาก 1,699 ดอลลาร์ เป็น 1,999 ดอลลาร์

ส่วน MacBook Air (ความจุ 512 GB) ราคาเพิ่มขึ้นจาก 1,099 ดอลลาร์ เป็น 1,299 ดอลลาร์  ขณะที่ MacBook Neo โน้ตบุ๊กรุ่นประหยัดตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อมีนาคมเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจาก Windows และ Chromebook ถูกปรับราคาเริ่มต้นจาก 599 ดอลลาร์ เป็น 699 ดอลลาร์  ทำให้สูญเสียความได้เปรียบด้านราคาต่อคู่แข่งอย่าง Dell XPS 13 ทันที

ด้าน iPad Air (ความจุ 128 GB) ราคาปรับขึ้นจาก 599 ดอลลาร์ เป็น 749 ดอลลาร์ และ Apple TV ราคาพุ่งจาก 130 ดอลลาร์ เป็น 200 ดอลลาร์

ข้อมูลจาก TrendForce สถาบันวิจัยตลาดระบุว่า ราคาของหน่วยความจำแบบไดนามิกแรม (DRAM) ที่ใช้ในอุปกรณ์ไอทีแทบทุกชนิด พุ่งสูงขึ้นถึง 98% ในไตรมาสแรกของปี 2026 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 58% ถึง 63% ในไตรมาสปัจจุบัน เนื่องจากผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ เช่น Micron ได้หันไปให้ความสำคัญกับคำสั่งซื้อจากผู้พัฒนาชิป AI รายใหญ่อย่าง Nvidia ที่เข้ามาทำสัญญาซื้อขายระยะยาวเพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ โดย Micron เพิ่งเปิดเผยว่าได้รับยอดจองล่วงหน้าระยะยาวสูงถึง 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

...

แอปเปิลระบุในแถลงการณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า "เราไม่เคยเห็นราคาชิ้นส่วนอะไหล่ปรับตัวสูงขึ้นมากและรวดเร็วขนาดนี้มาก่อน ที่ผ่านมาเราพยายามปกป้องผู้บริโภคจากภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้มาโดยตลอด แต่ตอนนี้เรามาถึงจุดที่ไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไป จึงจำเป็นต้องเริ่มปรับขึ้นราคาสินค้า"

สอดคล้องกับคำเตือนของ ทิม คุก ซีอีโอที่กำลังจะลงจากตำแหน่ง ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์กับเดอะ วอลล์สตรีทเจอร์นัล ก่อนหน้านี้ว่า การขึ้นราคาเป็นสิ่งที่ 'หลีกเลี่ยงไม่ได้' โดยเขาเปรียบเทียบวิกฤตชิปหน่วยความจำแพงในครั้งนี้ว่าเป็นเหมือน "อุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบศตวรรษ" ที่ซัพพลายขาดแคลนในขณะที่ผู้ผลิตชิปต่างผลักภาระต้นทุนมหาศาลมาให้ผู้ผลิตอุปกรณ์

ข่าวการปรับขึ้นราคาและแนวโน้มกำไรที่อาจลดลง ส่งผลให้หุ้นของแอปเปิลร่วงลงทันทีกว่า 4.7% ในการซื้อขายช่วงเช้า ขณะที่หุ้นของคู่แข่งสำคัญอย่าง Dell ดิ่งลงมากกว่า 8% อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Creative Strategies ประเมินว่า ค่ายผู้ผลิตแบรนด์อื่นอาจต้องปรับราคาขึ้นรุนแรงยิ่งกว่า Apple เนื่องจากแอปเปิลยังมีสายสัมพันธ์และอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งคอยช่วยพยุงไว้บางส่วน

นอกจากนี้ นาบิลา โพพาล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอาวุโสของ IDC ออกมาระบุว่า การขึ้นราคาครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และเชื่อว่า iPhone รุ่นใหม่ก็จะไม่รอดพ้นจากชะตากรรมนี้เช่นกัน "iPhone ไม่ได้รับการละเว้น การขึ้นราคากำลังจะมาถึง มันเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดมากของแอปเปิลที่เลือกประกาศขึ้นราคาสินค้าอื่น ๆ ก่อน เพื่อไม่ให้ประเด็นเรื่องราคาที่แพงขึ้นมากลบกระแสความน่าสนใจและฟีเจอร์ใหม่ ๆ ในงานเปิดตัว iPhone ช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้"

วิกฤตต้นทุนชิปแพงในครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อยอดขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก โดย IDC คาดการณ์ว่า ตลาดสมาร์ตโฟนในปีนี้อาจเผชิญกับการลดลงประจำปีที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 14% ขณะที่ตลาดพีซีจะลดลง 11.3%

ทั้งนี้ สถานการณ์ฝุ่นตลบจากการปรับขึ้นราคาและวิกฤตต้นทุน AI จะกลายเป็นบททดสอบแรกที่ท้าทายสำหรับจอห์น เทอร์นัส ซึ่งกำลังจะก้าวขึ้นมารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของแอปเปิลต่อจาก ทิม คุก ในวันที่ 1 กันยายนนี้ ก่อนหน้างานเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่เพียงไม่กี่วัน.


ที่มา Reuters / AFP