ชาวมาเลเซียแห่ปิดเต็นท์ริมทางและร้านขายผลไม้แห่กินทุเรียนกันอย่างคึกคัก หลังเกิดปรากฏการณ์ "สึนามิทุเรียน" ผลผลิตทะลักและสินค้าส่งออกถูกตีกลับ ทำราคาดิ่งเหวกว่า 90% เผยสายพันธุ์พรีเมียมอย่าง "มูซังคิง" ราคาลดวูบเหลือกิโลกรัมละราว 70 บาท ขณะที่ทุเรียนพื้นบ้านถูกเทขายราคาถูกเหลือเพียงลูกละ 4 บาท
เกิดปรากฏการณ์ขึ้นทั่วประเทศมาเลเซีย เมื่อประชาชนจำนวนมากต่างหลั่งไหลไปยังแผงขายผลไม้และเต็นท์ริมทางริมกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อเลือกซื้อทุเรียนมารับประทานกันอย่างคึกคัก หลังจากทุเรียน ที่ได้ชื่อว่าราชาแห่งผลไม้ประสบภาวะราคาตกต่ำอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผลผลิตที่ออกมามากเกินความต้องการ ประกอบกับผลผลิตบางส่วนที่ไม่ได้มาตรฐานสำหรับการส่งออกถูกตีกลับ ส่งผลให้เกิดภาวะสินค้าล้นตลาดในประเทศอย่างรุนแรง
สื่อท้องถิ่นและสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า วิกฤตราคาทุเรียนดิ่งเหวในครั้งนี้ถูกเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ "สึนามิทุเรียน" (Durian Tsunami) ซึ่งส่งผลให้ทุเรียนสายพันธุ์พรีเมียมหลายชนิดราคาลดลงมากถึง 90% โดยมาเลเซียถือเป็นประเทศผู้ผลิตทุเรียนรายใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีผลผลิตมากกว่า 550,000 ตันต่อปี และขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด
รายงานระบุว่า ทุเรียนสายพันธุ์ "มูซังคิง" (Musang King) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ยอดนิยมระดับพรีเมียมและเป็นสินค้าส่งออกหลักไปยังประเทศจีน ราคาได้ร่วงลงอย่างหนัก จากเดิมที่เคยสูงถึงประมาณ 90 ริงกิต (ราว 730 บาท) ต่อกิโลกรัม เหลือเพียงประมาณ 6 ถึง 9 ริงกิต (ประมาณ 49 - 73 บาท) ต่อกิโลกรัมเท่านั้น เช่นเดียวกับสายพันธุ์พรีเมียมอื่น ๆ อย่าง "หนามดำ" ที่ราคาลดลงอย่างน่าใจหาย โดยราคาขายปลีกตามแผงริมถนนในย่านเซกัมบุตพบว่า มูซังคิงและหนามดำเกรดพรีเมียมแบบยกทั้งลูก มีราคาไม่ถึง 25 ริงกิต (ประมาณ 204 บาท) ส่วนทุเรียนสายพันธุ์ทั่วไปถูกนำมาจัดชุดขายเหมาตะกร้า 7 ลูก ในราคาเพียง 100 ริงกิต (ประมาณ 815 บาท) เท่านั้น
...
ที่น่าตกใจไปกว่านั้น ทุเรียนสายพันธุ์อื่น ๆ เช่น พันธุ์ 101 และพันธุ์กุ้งแดง (Red Prawn) มีราคาลดลงเหลือเพียงลูกละ 2 ริงกิต (ประมาณ 15 บาท) ในขณะที่ทุเรียนพื้นบ้าน (Kampung Durian) เผชิญกับการดิ่งลงของราคาที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยลดลงเหลือเพียงลูกละ 0.50 ริงกิต หรือประมาณ 4 บาทเท่านั้น ทำให้นี่เป็นโอกาสที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับคนรักทุเรียน
เพื่อเร่งระบายสินค้าและตัดวงจรขาดทุน พ่อค้าแม่ค้าทุเรียนจำนวนมากได้งัดกลยุทธ์การตลาดที่ดุดันมาดึงดูดลูกค้า โดยบางร้านแจกถุงพลาสติกขนาดใหญ่ให้ลูกค้าเลือกหยิบทุเรียนใส่เองแล้วคิดราคาเป็นรายลูก ขณะที่บางร้านจัดโปรโมชันสุดระห่ำ แจกกระสอบป่านขนาดใหญ่ให้ลูกค้าสามารถเลือกยัดทุเรียนเข้าไปให้แน่นที่สุดจนเต็มกระสอบ แล้วคิดราคาเหมาจ่ายเพียงกระสอบละ 100 ริงกิต (ประมาณ 815 บาท) ซึ่งเรียกความสนใจจากผู้ซื้อจนเกิดการเข้าคิวรอซื้ออย่างล้นหลาม
นาย เชียะ คิม ไว ผู้จัดการร้าน "DurianMan" ในย่านเปอตาลิงจายา นอกกรุงกัวลาลัมเปอร์ เปิดเผยว่า "ทุเรียนในปีนี้กลายเป็นทุเรียนที่ราคาถูกที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตอนนี้ทุเรียนได้กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าถึงและซื้อกินได้อย่างง่ายดาย ราคามันเหมือนกับทุเรียนพื้นบ้านในสมัยก่อนเลย"
อย่างไรก็ตาม นายเชียะยอมรับว่าผู้ค้าหลายรายกำลังกังวลกับสถานการณ์นี้เนื่องจากกำไรลดลงอย่างมาก แต่ก็จำเป็นต้องขายต่อไปเพราะธุรกิจต้องดำเนินต่อ เนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้สดที่ไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน หากไม่รีบเทขายสินค้าก็จะเน่าเสีย และจะทำให้เผชิญกับภาวะขาดทุนที่หนักกว่าเดิม การลดราคาเพื่อกู้ทุนคืนจึงเป็นทางเลือกเดียวในขณะนี้
ด้านนายไฟซอล อิสวาร์ดี อิสมาอิล รองผู้อำนวยการองค์การตลาดเกษตรแห่งสหพันธรัฐมาเลเซีย (FAMA) ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า "ทางเราได้รับข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมล่วงหน้าแล้วว่าปีนี้จะเกิดปรากฏการณ์"'สึนามิมูซังคิง" ซึ่งมันก็เกิดขึ้นจริง ๆ ตามคาด อย่างไรก็ตาม เราหวังว่าราคาทุเรียนจะสามารถฟื้นตัวและกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า"
จากการสำรวจความเห็นของผู้บริโภคที่มาร่วมงานอีเวนต์ซึ่งจัดโดยหน่วยงานด้านการเกษตร ต่างแสดงความตื่นเต้นและยินดีกับวิกฤตราคาครั้งนี้ โดยชาวมาเลเซียรายหนึ่งกล่าวว่า "ตอนนี้คนมาเลเซียได้กินทุเรียนในราคาที่ถูกลงมาก ๆ มันทำให้พวกเรามีความสุขจริง ๆ"
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สาเหตุหลักของปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนอย่างรวดเร็วในมาเลเซียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประกอบกับมาตรการจำกัดการนำเข้าที่เข้มงวดขึ้นในตลาดส่งออกบางแห่ง ส่งผลให้ปริมาณทุเรียนทะลักกลับมาจำหน่ายภายในประเทศจนเกิดภาวะตลาดอิ่มตัวขั้นรุนแรง แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะสร้างความกดดันและภาระอันหนักอึ้งให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ แต่สำหรับฝั่งผู้บริโภคแล้ว นี่คือช่วงเวลาทองแห่งความสุขในการลิ้มรสราชาแห่งผลไม้ในราคาที่จับต้องได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์.
ที่มา AFP / The Straits Times