สเปนเผชิญวิกฤตสภาพอากาศสุดขั้ว หลังคลื่นความร้อนระลอกแรกของฤดูร้อนพัดถล่ม ทุบสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 1950 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตที่คาดว่าเกี่ยวเนื่องกับความร้อนพุ่งสูงถึง 212 รายภายในเวลาเพียง 4 วัน โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ
ระบบเฝ้าระวังอัตราการเสียชีวิตรายวัน (MoMo) ซึ่งประสานงานโดยศูนย์ระบาดวิทยาแห่งชาติ สถาบันสุขภาพการ์ลอสที่ 3 (ISCIII) ในประเทศสเปน ได้เปิดเผยรายงานสถิติตัวเลขผู้เสียชีวิตเบื้องต้นจากวิกฤตคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปยุโรป โดยระบุว่า ระหว่างวันที่ 21-24 มิ.ย. ที่ผ่านมา สเปนมีผู้เสียชีวิตที่เชื่อมโยงกับสภาพอากาศร้อนจัดทางสถิติสูงถึง 212 ราย โดยภูมิภาคตอนกลางและตอนเหนือของคาบสมุทรไอบีเรียเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
สถิติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า วันพุธที่ผ่านมา (24 มิ.ย.) เป็นวันที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดโดยมีผู้เสียชีวิตถึง 96 ราย หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งหมด ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสเปน ระบุว่าวันอังคารและวันพุธที่ผ่านมา ถือเป็นวันที่ร้อนที่สุดของเดือนนี้นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติมาตั้งแต่ปี 1950 โดยมียอดผู้เสียชีวิตในวันอังคาร 66 ราย วันพุธ 38 ราย และวันอาทิตย์อีก 13 ราย ตามลำดับ
เดียนา โกเมซ นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ระบาดวิทยาแห่งชาติ ชี้แจงว่า ตัวเลข 212 รายนี้ยังเป็นเพียงสถิติขั้นต้น และจำเป็นต้องรออีกราวหนึ่งสัปดาห์เพื่อสรุปข้อมูลจริงที่นิ่งแล้ว โดยระบบ MoMo จะใช้การคำนวณทางสถิติเปรียบเทียบระหว่างจำนวนผู้เสียชีวิตที่เกิดขึ้นจริง กับจำนวนผู้เสียชีวิตที่คาดการณ์ตามเกณฑ์ปกติในช่วงเวลาเดียวกันของปี
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลชุดนี้สะท้อนชัดเจนถึงอัตราการเสียชีวิตที่ "พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ" ในช่วง 4 วันสุดท้ายของเดือนมิถุนายน ส่งผลให้ในเดือนมิถุนายนนี้ มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนรวมแล้ว 380 ราย ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 55% เกิดขึ้นในช่วงคลื่นความร้อนระลอกล่าสุดนี้ ยิ่งไปกว่านั้น สถิตินี้ยังซ้ำเติมสถานการณ์ที่ผิดปกติมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ซึ่งบันทึกยอดผู้เสียชีวิตจากความร้อนไว้สูงถึง 101 ราย นับเป็นสถิติเดือนพฤษภาคมที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์สเปน
...
เมื่อแยกตามภูมิภาค พบว่าแคว้นคาตาลูญญามียอดผู้เสียชีวิตสูงสุดที่ 43 ราย ตามมาด้วยกาสตีญาและเลออน 32 ราย, บาสก์ 30 ราย และมาดริด 28 ราย
ผลการประเมินชี้ว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว โดยในจำนวนผู้เสียชีวิต 212 รายนั้น มีถึง 200 รายที่เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป และในกลุ่มนี้มีผู้สูงอายุที่อายุเกิน 85 ปีสูงถึง 148 ราย
นอกจากนี้ โกเมซยังระบุถึงแนวโน้มที่น่ากังวลว่า คลื่นความร้อนในปัจจุบันเริ่มมาเยือนเร็วขึ้นเรื่อยๆ จากปกติที่เกิดในช่วงต้นฤดู ซึ่งผลการวิจัยเบื้องต้นชี้ว่า “ยิ่งคลื่นความร้อนมาเร็วกว่ากำหนดในปฏิทินมากเท่าไหร่ อัตราการเสียชีวิตของประชากรก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นมากเท่านั้น” เนื่องจากร่างกายของมนุษย์ยังปรับตัวไม่ทันกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนคือ ในเดือนมิถุนายนปีนี้ สเปนต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ "คืนมหาโหด" ติดต่อกัน โดยเฉพาะช่วงรุ่งสางของวันที่ 22 และ 23 มิถุนายน ที่อุณหภูมิต่ำสุดในตอนกลางคืนไม่ลดลงต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นค่ำคืนที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในเดือนมิถุนายน
แม้ว่าระบบ MoMo จะยังไม่ได้แยกแยะสถิติการเสียชีวิตจากอุณหภูมิในตอนกลางคืนโดยตรง แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์เน้นย้ำว่าจำเป็นต้องเร่งศึกษาเรื่องนี้ เนื่องจากมีหลักฐานทางการแพทย์เด่นชัดว่า การที่อุณหภูมิตอนกลางคืนไม่ลดลง ทำให้ร่างกายมนุษย์ไม่ได้พักผ่อนและฟื้นฟู ส่งผลให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานหนักจนนำไปสู่ความตายในที่สุด
สอดคล้องกับงานวิจัยระดับโลก นำโดยศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป (ECMWF) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Climate Change ซึ่งระบุว่า ปัจจุบันอุณหภูมิในตอนกลางคืนทั่วโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าตอนกลางวัน โดยในช่วงแต่ละปี ค่ำคืนที่ร้อนที่สุด 10 อันดับแรก มีอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.32 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ แซงหน้าอัตราการร้อนขึ้นของตอนกลางวันซึ่งอยู่ที่ 0.27 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ
สำหรับสภาพอากาศในช่วงสุดสัปดาห์นี้ คาดว่าอุณหภูมิจะเริ่มลดลงทั่วทั้งคาบสมุทรไอบีเรีย โดยเฉพาะพื้นที่แถบชายฝั่งกันตาเบรียทางตอนเหนือที่จะเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่แถบลุ่มน้ำเอโบร ทางตะวันออก และหมู่เกาะแบลีแอริก อุณหภูมิจะยังคงสูงเกิน 34–36 องศาเซลเซียส และอาจพุ่งแตะ 38–39 องศาเซลเซียสในบางจุด ขณะที่ปรากฏการณ์ "คืนเขตร้อน" ที่อุณหภูมิตอนกลางคืนไม่ต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส จะยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องในพื้นที่ตอนกลาง ตอนใต้ และแถบชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน.
ที่มา El Independiente / AFP