ศาลฎีกากัมพูชาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 2 ผู้สื่อข่าวออนไลน์เป็นเวลา 14 ปี ในข้อหากบฏและเผยแพร่ความลับทางทหาร หลังโพสต์ภาพพื้นที่สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาลงบนเฟซบุ๊ก ซึ่งรวมถึงภาพทุ่นระเบิดที่ปราสาทตาควายที่สื่อไทยนำไปอ้างอิง

ศาลฎีกากัมพูชาได้ออกคำพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกนายพร โสเพียบ อายุ 39 ปี ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว Battambang Post TV Online และ นายเพียบ พารา อายุ 41 ปี จากสำนักข่าว TSP 68 TV Online เป็นเวลา 14 ปี ในข้อหา "กบฏ" และ "ส่งมอบข้อมูลที่เป็นภัยต่อการป้องกันประเทศให้แก่รัฐต่างชาติ" ตามมาตรา 445 แห่งประมวลกฎหมายอาญากัมพูชา โดยคำตัดสินของศาลฎีกาถือเป็นที่สิ้นสุดและจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์เท่านั้น

คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากกรณีที่ผู้สื่อข่าวทั้งสองคนถูกจับกุมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2025 หลังจากเดินทางกลับจากการลงพื้นที่รายงานข่าวบริเวณชายแดนจังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบระหว่างกัมพูชากับไทย โดยทางการกัมพูชาตั้งข้อหาว่าทั้งสองลักลอบถ่ายภาพและผลิตเนื้อหาที่เปิดเผยตำแหน่งยุทธศาสตร์รวมถึงความลับทางทหารในเขตหวงห้ามลงบนสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก ขณะที่ผู้สื่อข่าวทั้งสองยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยระบุว่าพวกเขาได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อย่างถูกต้อง

หนึ่งในภาพถ่ายที่เป็นประเด็นสำคัญคือ ภาพของ "ทุ่นระเบิด" ซึ่งสื่อมวลชนของไทยได้นำไปเผยแพร่และใช้อ้างอิงเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาของฝั่งไทยที่ระบุว่า กัมพูชาได้ลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดน จนเป็นเหตุให้ทหารพรานของไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบระเบิดระหว่างลาดตระเวน

ซึ่งก่อนหน้านี้ ทางการกัมพูชาได้ปฏิเสธอย่างเป็นทางการว่าไม่ได้ใช้ทุ่นระเบิดในความขัดแย้งดังกล่าวเนื่องจากต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และอ้างว่าระเบิดเหล่านั้นอาจเป็นระเบิดตกค้างจากสงครามกลางเมืองในอดีตที่สิ้นสุดไปตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ทั้งนี้ เหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตรวมกันราว 100 ราย และทำให้ประชาชนนับแสนคนต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน ก่อนที่จะมีการเจรจาสงบศึกกัน

...

หลังคำตัดสินของศาลฎีกา ไบรโอนี ลู  รองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียขององค์กรสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรตส์วอตช์ กล่าวกับสำนักข่าวเอพีว่า "การสั่งฟ้องโดยมิชอบและบทลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุต่อผู้สื่อข่าวทั้งสองคน แสดงให้เห็นถึงความเพิกเฉยและไม่แยแสต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนจากทางการกัมพูชา รัฐบาลของฮุน มาเนต กำลังปิดกั้นแหล่งข้อมูลที่เป็นอิสระของประชาชน และขัดขวางไม่ให้นักข่าวสะท้อนความจริงของกัมพูชาให้โลกได้รับรู้"

ขณะที่ นายเนธ เพียกตรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข้อมูลข่าวสารของกัมพูชา ได้ออกมาแถลงโต้แย้งข้อวิจารณ์ โดยระบุว่าศาลได้ทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายนี้มีไว้เพื่อคุ้มครองวิชาชีพสื่อมวลชนควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ

"กัมพูชาเคารพเสรีภาพของสื่อและบทบาทสำคัญของนักข่าวในสังคมประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตาม นักข่าวก็เหมือนกับพลเมืองทุกคน ที่ต้องแยกแยะระหว่างการทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ถูกกฎหมายกับการกระทำที่ละเมิดกฎหมาย เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่ว่าจะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีขีดจำกัด และไม่ได้ให้สิทธิ์คุ้มกันทางอาญาแก่ใคร" 

ด้าน นายอัม สัม อัต ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ Licadho กลุ่มสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา แสดงความผิดหวังต่อคำตัดสิน โดยชี้ว่า หากนักข่าวทำผิดพลาดในแง่ของวิชาชีพหรือเนื้อหา ก็ควรได้รับการพิจารณาคดีภายใต้ "กฎหมายว่าด้วยการแถลงข่าวและสื่อมวลชน" ซึ่งมีบทลงโทษที่เบากว่ามาก ไม่ใช่การนำประมวลกฎหมายอาญาข้อหาร้ายแรงอย่างคดีความมั่นคงหรือข้อหากบฏมาบังคับใช้เช่นนี้

คำตัดสินดังกล่าวเกิดขึ้นคล้อยหลังไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่ศาลฎีกาเพิ่งพิพากษายืนในคดีของ นายรง ชุน นักการเมืองฝ่ายค้านชื่อดังวัย 56 ปี ในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในสังคม หลังจากที่เขาลงพื้นที่ไปพบปะกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดินในโครงการก่อสร้างของรัฐบาล

ทั้งนี้ ในรายงานดัชนีเสรีภาพสื่อโลกประจำปี 2025 โดยองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน กัมพูชาถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 161 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่สถานการณ์เสรีภาพสื่อเข้าขั้น "วิกฤตร้ายแรง" ขณะที่องค์กร Freedom House ในสหรัฐฯ ได้ปรับลดระดับความน่าเชื่อถือด้านเสรีภาพสื่อของกัมพูชาลงในปีนี้ โดยระบุเหตุผลว่า "สำนักข่าวอิสระเกือบทั้งหมดในประเทศกัมพูชาถูกบีบให้ปิดตัวลงหมดแล้ว"

แม้นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ผู้นำคนปัจจุบันที่จบการศึกษาจากสหรัฐฯ จะก้าวขึ้นสู่อำนาจต่อจาก นายฮุน เซน บิดาของตนเมื่อเดือนสิงหาคม 2023 ท่ามกลางความหวังของหลายฝ่ายว่าอาจเห็นการเปิดกว้างทางการเมืองมากขึ้น แต่สถานการณ์การจับกุมนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม นักการเมืองฝ่ายค้าน รวมถึงนักข่าวสายสืบสวนสอบสวนคดีทุจริตและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ากัมพูชายังไม่มีสัญญาณของการเปิดเสรีทางการเมืองแต่อย่างใด.


ที่มา Associated Press / Reuters