ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมเปิดฉากสืบสวนกลุ่มบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในข้อหา "โก่งราคา" หลังพบว่าราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงล่าช้าและไม่สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบโลกที่ร่วงลงอย่างรุนแรง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล ในช่วงกลางดึกวันอังคารที่ผ่านมา สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เข้าตรวจสอบบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ในประเทศทันที โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้กำลัง "ขูดรีด" ผู้บริโภค เนื่องจากไม่ยอมปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มให้ลดลงในสัดส่วนที่เท่ากับการดิ่งลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
"บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ทั้งหลายไม่ได้ลดราคาหน้าปั๊มให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบที่พวกเขาซื้อมาในราคาที่ถูกลงอย่างมาก ตอนนี้ราคาน้ำมันดิบกำลังร่วงลงราวกับก้อนหินตกตึก! พูดง่าย ๆ ก็คือ ลูกค้ากำลังถูกโก่งราคา" ทรัมป์ระบุในโพสต์ พร้อมทิ้งท้ายอย่างดุดันว่า "ราคาหน้าปั๊มควรจะลดลงเร็วกว่าที่ผมกำลังเห็นอยู่ในตอนนี้!"
อย่างไรก็ดี ทั้งทำเนียบขาวและกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมใด ๆ นอกเวลาทำการปกติเกี่ยวกับคำสั่งสายฟ้าแลบของผู้นำสหรัฐฯ ในครั้งนี้
ชนวนเหตุของความไม่พอใจของทรัมป์เกิดจากความเหลื่อมล้ำของตัวเลขราคาพลังงาน โดยหลังจากที่สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว และเริ่มเปิดเส้นทางเดินเรือผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของโลกอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ดิ่งลงแล้วถึง 23% นับตั้งแต่จุดสูงสุดในเดือนพฤษภาคม และหากเทียบกับช่วงพุ่งทะยานสูงสุดในเดือนมีนาคม ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงมาแล้วถึง 40%
...
แต่ข้อมูลจาก GasBuddy ระบุว่า ราคาขายปลีกน้ำมันเฉลี่ยในสหรัฐฯ เมื่อเช้าวันพุธ (24 มิ.ย.) อยู่ที่ 3.906 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หรือประมาณ 3.93 ดอลลาร์ตามข้อมูลของสมาคมยานยนต์อเมริกัน ซึ่งลดลงเพียง 14% จากจุดสูงสุดในเดือนพฤษภาคม และยังคงสูงกว่าระดับ 2.764 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยในเดือนมกราคม ก่อนที่สงครามกับอิหร่านจะปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์
ราคาน้ำมันนับเป็นประเด็นทางการเมืองที่อ่อนไหวอย่างยิ่งในสหรัฐฯ เนื่องจากรถยนต์ส่วนบุคคลที่ใช้น้ำมันยังคงเป็นพาหนะหลักในการเดินทางของชาวอเมริกันส่วนใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมา ทรัมป์เผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์และแรงตีกลับอย่างรุนแรงจากสาธารณชน ที่ไม่พอใจต่อการตัดสินใจเข้าร่วมทำสงครามในตะวันออกกลางจนส่งผลให้ราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อในประเทศพุ่งสูงลิ่ว และมองว่ารัฐบาลนำเงินภาษีของประชาชนหลายพันล้านดอลลาร์ไปละเลงในสงคราม
แม้ว่าผู้นำสหรัฐฯ จะเคยคาดการณ์ซ้ำ ๆ ว่าราคาน้ำมันจะ "ร่วงลงราวกับก้อนหิน" ทันทีที่สงครามยุติลง แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายรายกลับมองต่างมุม โดยคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม
ความเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์ในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นความพยายามลดอุณหภูมิความไม่พอใจของประชาชน ในขณะที่ตัวเขาและพรรครีพับลิกันกำลังเผชิญศึกหนักในการรักษาเก้าอี้เสียงข้างมากอันน้อยนิดในสภาคองเกรส สำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้.