ผู้แทนกลุ่มตาลีบันได้ร่วมเจรจากับเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปที่กรุงบรัสเซลส์เป็นครั้งแรก โดยหารือกันเรื่องการเนรเทศผู้ลี้ภัยชาวอัฟกานิสถานที่ทำผิดกฎหมายให้กลับมาตุภูมิ
เมื่อวันอังคารที่ 23 มิ.ย. 2569 คณะผู้แทนจากรัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถาน ได้ร่วมเจรจากับสหภาพยุโรป (EU) ณ กรุงบรัสเซลส์เป็นครั้งแรก โดยเป็นการหารือในเรื่องการเนรเทศผู้ลี้ภัยชาวอัฟกานิสถาน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน
เจ้าหน้าที่ตาลีบันเปิดเผยว่า การประชุมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมามุ่งเน้นไปที่เรื่องงานบริการทางการทูต และการส่งตัวชาวอัฟกันในยุโรปกลับประเทศอย่าง “มีศักดิ์ศรี”
อับดุล กาฮาร์ บัลคี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของตาลีบัน ระบุว่านี่เป็น การเยือน “ครั้งประวัติศาสตร์” โดยตั้งข้อสังเกตว่า นี่เป็นครั้งแรกที่คณะผู้แทนจากรัฐบาลอัฟกานิสถานได้ร่วมเจรจากับคณะกรรมาธิการยุโรปและกลุ่มประเทศสมาชิก EU ณ กรุงบรัสเซลส์
สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกยังไม่ได้ให้การรับรองกลุ่มตาลีบันเป็นรัฐบาลของประเทศอัฟกานิสถานอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่พวกเขากลับเข้ามากุมอำนาจอีกครั้งในปี 2564 หลังจากผ่านพ้นสงครามยาวนาน 20 ปีกับรัฐบาลอัฟกานิสถานชุดเดิมที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ
ด้านสหภาพยุโรประบุว่า การตัดสินใจเปิดฉากเจรจาแบบจำกัดกับ “ผู้มีอำนาจปกครองทางพฤตินัย” ของอัฟกานิสถาน ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อกระบวนการเนรเทศผู้แสวงหาที่พักพิงที่ก่ออาชญากรรมหรือถูกมองว่าเป็นบุคคลอันตราย
โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรปแถลงว่า เจ้าหน้าที่ EU และประเทศสมาชิกอีก 15 ประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมที่กรุงบรัสเซลส์ ณ สถานที่ซึ่งไม่มีการเปิดเผย โดยการประชุมครั้งนี้เป็นการหารือต่อเนื่องจากการพบปะกันครั้งก่อนที่กรุงคาบูลเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
...
“ฝ่ายบริการของคณะกรรมาธิการยุโรปและประเทศสวีเดนได้ร่วมกันเป็นประธานในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่เทคนิคในวันนี้ที่กรุงบรัสเซลส์ ร่วมกับตัวแทนระดับเจ้าหน้าที่เทคนิคจากผู้มีอำนาจปกครองทางพฤตินัยของอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบด้านการส่งกลับและการรับตัวกลับประเทศ” โฆษกกล่าว
อย่างไรก็ตาม โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอัฟกานิสถานระบุถึงวาระการประชุมที่กว้างกว่านั้น โดยกล่าวว่าการหารือรวมถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งคณะทูตฝ่ายกงสุลในสหภาพยุโรป การรื้อฟื้นงานบริการด้านกงสุลสำหรับชาวอัฟกันที่อาศัยอยู่ที่นั่น และ “ความจำเป็นในมาตรการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน”
ทั้งนี้ ชาวอัฟกันถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้อพยพกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เข้ามาแสวงหาที่พักพิงในสหภาพยุโรป ทว่าในปัจจุบันมีรัฐบาลยุโรปมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ต้องการเร่งรัดและเพิ่มการเนรเทศบุคคลที่คำร้องขอลี้ภัยถูกปฏิเสธ หรือผู้ที่ก่ออาชญากรรมในประเทศที่ให้ลี้ภัย
ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มต่างออกมาประณามการประชุมดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่กลุ่มตาลีบัน ทั้งยังขัดต่อพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของ EU และอาจทำให้ประชาชนทั้งในยุโรปและอัฟกานิสถานต้องตกอยู่ในอันตราย
“การมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับกลุ่มตาลีบันจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการตรวจสอบความรับผิดชอบเป็นอันดับแรก ไม่ใช่การเนรเทศผู้คนกลับไปเผชิญอันตรายที่นั่น” เฟเรชตา อับบาซี นักวิจัยจากองค์กรฮิวแมนไรตส์วอตช์ กล่าว
“ประเทศสมาชิก EU กำลังทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเอง จากการที่ด้านหนึ่งออกมาร่วมประณามการละเมิดสิทธิของตาลิบานและเรียกร้องความรับผิดชอบ แต่อีกด้านหนึ่งกลับร่วมมือกับตาลิบานเพื่อบังคับส่งกลับชาวอัฟกัน”
ด้านมาลาลา ยูซาฟไซ นักกิจกรรมชาวอัฟกันและผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เธอรู้สึก “สะเทือนใจอย่างลึกซึ้ง” ที่สหภาพยุโรปเปิดฉากเจรจากับกลุ่มตาลิบาน
“ยุโรปต้องไม่สร้างความชอบธรรมให้กับระบอบการปกครองที่เป็นต้นเหตุของวิกฤตสิทธิมนุษยชนที่ย่ำแย่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับกลุ่มตาลิบานจะต้องเริ่มต้นและสิ้นสุดด้วยเรื่องสิทธิของสตรีและเด็กหญิงชาวอัฟกัน” เธอระบุในข้อความบนแพลตฟอร์ม X
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : aljazeera